วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560

7.การลงทุนแบบ VI ตอนที่ 2 (จังหวะการซื้อหุ้น)

การลงทุนแบบ VI ตอนที่ 2 (จังหวะการซื้อหุ้น)


  การเล่นหุ้นสิ่งที่สำคัญในการเล่นหุ้นที่สำคัญคือจังหวะการซื้อขายหุ้น การซื้อถูกขายแพงคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในกลุ่มนักลงทุนแนว VI ยิ่งซื้อในราคาที่ถูก ก็จะยิ่งลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้ดีที่เดียว
 จากตอนที่แล้ว เราได้บอกกล่าเกี่ยวกับการคัดเลือดหุ้นไปแล้ว ซึ่งการคัดเลือกหุ้นเป็นการลดความเสี่ยงในการขาดทุนเบื้องต้นของนักลงทุนแน่นอนว่านักลงทุนอย่างเราๆคงไม่ต้องการที่จะซื้อหุ้นที่ผลประกอบการไม่ดี บริษัทขาดทุน หรือประสบปัญหาต่างๆ ที่จะส่งผลให้เงินต้นของเราหายไป การคัดเลือกหุ้นจึงช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว แต่ตอนนี้เาจะมาพูดถึงสิ่งที่ทำให้นักลงทุนประสบความสำเร็จ นั่นคือการซื้อขายหุ้น สิ่งที่นักลงทุน VI ต้องการมากที่สุดในการเข้ามาซื้อหุ้นในตลาด ก็คือ การซื้อหุ้นที่ราคาถูกที่สุด และขายหุ้นในราคาที่แพงที่สุด ดูง่ายใช่มั้ยหล่ะ ?? แต่เมื่อซื้อขายหุ้นจริงๆปัญหาที่พบบ่อยที่สุดก็คือ ราคานี้ควรซื้อดีมั้ย ต่ำสุดรึยัง หรือ ถ้าอนาคตราคาลงอีกหล่ะ ?? ขอบอกว่าความวิตกกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องปกติครับ ขอบอกว่าถ้าคุณมั่นใจและมีความรู้ประสบการณ์ คุณจะไม่กังวลเรื่องพวกนี้ เพราะสัญชาตญาณจะบอกคุณเองว่าราคานี้ควรซื้อหรือไม่ ถ้าเราคาดคะเนถูกต้อง มันจะเป็นไปการกลไกของมันเอง ตามที่คุณคาดเดา (แต่ถ้าหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือนอกเหนือการคาดการณ์ ก็ควรจะมีการวางแผนว่าจะทำอย่างไรต่อไป เป็นลำดับขั้นไป เราจึงไม่ต้องแปลกใจหากนักลงทุนแนว VI จะต้องติดตามข่าวสารตลอดเวลา เพราะหากมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง ก็จะสามารถวางแผนและปรับตัวได้ทัน) 
 แล้วหลักในการหาจังหวะซื้อหุ้นควรหาจากไหนหล่ะ ??? คำตอบคือ วัฏจักรเศรษฐกิจครับ
 แล้ววัฏจักรเศรษฐกิจ คืออะไรนิ?? วัฏจักรเศรษฐกิจคือ การเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ซ้ำ ๆ กันของเศรษฐกิจ ซึ่งมี 4 ระยะ คือ ระยะรุ่งเรือง  ระยะถดถอย  ระยะตกต่ำ  และระยะฟื้นตัว  ในแต่ละระยะมีเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน  ในแต่ละระยะไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเท่ากันเสมอไป และอาจใช้เวลาในแต่ละช่วงอยู่ระหว่าง 2 - 5 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงในภาวะเศรษฐกิจ 
  พูดแล้วอาจจะงง เราจะต้องใช้รูปประกอบดีกว่า

  

จากรูปข้างบนเราจะอธิบายเป็นช่วงๆ ดังนี้ 

1.ระยะขยายตัว คือระยะที่เศรษฐกิจที่เริ่มเติบโตมีการบริโภคใช้จ่าย มีความต้องการการผลิต สินเชื่อต่างๆขยายตัว มีความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น ระยะนี้ตลาดหุ้นจะเริ่มขยายตัว ราคาหุ้นจะเริ่มขึ้นซะส่วนใหญ่
2.ระยะรุ่งเรือง คือระยะที่เศรษฐกิจเติบโตพุ่งขึ้นถึงขีดสุด การผลิตและความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูงสุด ถือว่าเป็นยุคเติบโตเต็มที่ แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบเนื่องจากการขยายตัวอย่างเต็มที่แต่แรงงานและวัตถุดิบมีจำกัด จึงทำให้ไม่มีเพียงพอต่อความต้องการขยายตัวของตลาด พอขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบ ก็จะทำให้ราคาแรงงานและวัตถุดิบราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นตามไปด้วย
3.ระยะถดถอย คือระยะที่ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้มลดลง การจ้างงาน ความต้องการสินค้า ลดลง  ภาวะที่การผลิตต่ำกว่าความสามารถในการผลิต หรือผลผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด ทำให้ต้องลดปริมาณการผลิตลง ส่งผลให้มีการเลิกจ้างงาน ภาวะการว่างงานจึงสูงขึ้น และรายได้ของประชาชนลดลง 
4.ระยะตกต่ำ ป็นจุดต่ำสุดของภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย ความต้องการสินเชื่อ และ ความเชื่อมั่นตกต่ำ นโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการผลิตเริ่มเข้ามามีบทบาทและวนกลับไปสู่ระยะถัดไปของวัฎจักร
  หลังจากนั้นก็จะวนกลับสู่จุดที่ 1 แล้วก็วนไปเรื่อยๆ 
 แล้วเราได้อะไรจาก วัฏจักรเศรษฐกิจนี้??
คำตอบคือเราสามารถหาช่วงเวลาในการซื้อได้ ซึ่งสรุปได้ว่า อุตสาหกรรมส่วนใหญ่เราควรซื้อในช่วงระยะตกต่ำ และขายในช่วงระยะรุ่งเรือง เว้นบางอุตสาหกรรมที่ต้องดูตามวงจรออกไปเช่น
1.ระยะขยายตัว มุ่งเน้นสินค้าบริโภคคงทน คือสินค้าที่เมื่อเราบริโภคก็จะไม่หายไป เป็นสินค้าที่อยู่ในกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ
2.ระยะรุ่งเรือง มุ่งเน้นสินค้าวัตถุดิบพื้นฐาน เช่นพวกเหล็ก น้ำมันเชื้อเพลิง ถ่านหิน เป็นต้น เพราะระยะนี้คนต้องการที่จะพัฒนาขีดสุดมีการพัฒนาความเจริญในที่ต่างๆ ส่งผลให้ขยายตัวของอุตสาหกรรมต่างๆที่มากขึ้นทำให้ความต้องการวัตถุดิบพื้นฐานมากขึ้น รวมถึงอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน
3.ระยะถดถอย มุ่งเน้นสาธารณูปโภค เนื่องจากภาวะถดถอยการเติบโตน้อยลง การลงทุนจึงน้อยลงตามไปด้วย สาธารณูปโภค เป็นอุตสสาหกรรมที่คนส่วนใหญ่ต้องการเพราะใช้ในชีวิตประจำวันแลัวมีความมั่นคงสูง เปียบเสมือนอุตสาหกรรมเชิงรับ คือมีความมั่นคงและไม่หวือหวา
4.ระยะตกต่ำ มุ่งเน้นอุตสาหกรรมธนาคาร สถาบันการเงิน เนื่องจากระยะนี้ เอ๊ะ เดี๋ยวนะ??? ระยะนี้ึความต้องการสินเชื่อลดลง อัตาดอกเบี้ยลดลง แล้วมุ่งเน้นกลุ่มธนาคารมันจะดีเหรอ??? จริงๆแล้ว ช่วงตกต่ำ บริษัทกลุ่มประเภทธนาคารหรือสถาบันการเงินมักได้รับความสนใจ เนื่องจาก บริษัทจะประสบปัญหาตั้งแต่ระยะถดถอยแล้ว เวลาผ่านไป เมื่อธนาคารปรับตัวได้ ก็จะต้องการกระตุ้นบริษัท เพื่อเอาตัวรอด ดังนั้นจึงเริ่มมีการกระตุ้นสินเชื่อเพื่อสร้างฐานให้แก่บริษัท น่าสนใจตรงที่ ภาวะตกต่ำเป็นภาวะที่นักธุรกิจบางท่าน เริ่มลงทุนเนื่องจาก มีโอกาสความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจง่ายกว่าภาวะอื่นๆ นักธุรกิจจึงต้องการสินเชื่อเพื่อพัฒนาธุรกิจ ดังนั้นอุตสาหกรรมธนาคารจึงมักเริ่มพื้นตัวในช่วงหลังๆ จนกว่าจะถึงระยะขยายตัว
 แต่อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญในการลงทุนในอุตสาหกรรมใดก็ตามก็คือ การซื้อในช่วงภาวะวิกฤต เพราะมักจะมีหุ้นที่ราคาถูก มีคุณภาพเป็นจำนวนมากจนไม่รู้ว่าจะซื้อตัวไหนดีนั่นเอง นักลงทุน VI จึงรอโอกาสที่ภาวะเศรษฐกิจแย่ หรือราคาหุ้นตก เพิ่งช้อนของถูก แต่ก็ควรมีสติความรอบคอบในการซื้อ และสิ่งสำคัญคือวางแผนอย่างรอบคอบ มองในระยะยาว และมีการจัดการที่ดี เพื่อรับมือสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560

6.การลงทุนแบบ VI ตอน 1 (เริ่มต้นการคัดหุ้น)

การลงทุนแบบ VI (เริ่มต้นการคัดหุ้นแบบ VI)

 หลังจากที่เราได้อธิบายถึงการลงทุนสองรูปแบบ คือ VI (Value Investment) กับ Technical Investment วันนี้เราจะมาพูดถึงในส่วนของ VI กันก่อน โดย สิ่งที่สำคัญสำหรับนักลงทุน VI ก็คือการคัดเลือกหุ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการลงทุนโดย VI จะต้องทำการบ้านศึกษาธุรกิจต่างๆ ในเบื้องต้น โดยต้องจะต้องทราบว่า
      1. บริษัทที่คุณลงทุนทำกิจการอะไร ทำเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นลูกค้า พูดง่ายๆ คือดูในตัวธุรกิจนั่นเอง
      2. สถานการณ์ข่าวสาร เศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร มีผลกระทบต่อธุรกิจที่คุณลงทุนอยู่หรือไม่
      3. ราคาที่ควรซื้อควรซื้อที่ราคาเท่าไหร่ ราคาปัจจุบันตอนนี้แพงไปหรือถูกไปหรือเปล่า 
 หลักๆนั้นมีอยู่  3 ข้อ แต่เราจะมาพูดถึง การคัดเลือกหุ้นของกลุ่ม VI กันว่าจากหุ้นบริษัทหลายร้อยบริษัทจะสามารถคัดเหลืออยู่ ไม่กี่ปริษัทได้อย่างไร
     เริ่มต้นเลย สิ่งสำคัญในการลงทุนแบบ VI คือ ลงทุนในสิ่งที่เรารู้ และเราถนัดที่สุด การลงทุนในสิ่งที่เราไม่มีความรู้ ไม่ถนัดอาจจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ที่ผิดพลาดจนประสบเกิดความล้มเหลวในที่สุด
    ขั้นแรก บางท่านอาจจะสับสนหรือไม่รู้ว่าจะเริ่มลงทุนบริษัทไหนดี เราแนะนำอยู่สามวิธี
       1.ดูบริษัทที่เรารู้จัก ใช้บริการบ่อยๆ บริษัทที่ชื่อเสียง 
      2. ดูบริษัทในอุตสาหกรรมที่เราสนใจหรือมีความรู้ในอุตสาหกรรมนั้นๆ ในระดับหนึ่ง (แต่ถ้าไม่มีความรู้เลย ก็ดูอุตสาหกรรมที่เราชอบ จากนั้นก็ลงลึกศึกษาอุตสาหกรรมนั้นๆ)
     3.อุตสาหกรรมที่เราคิดว่าจะมีอนาคต หรือน่าสนใจในอนาคต
      ในแต่ละอุตสาหกรรมก็จะมีรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงมีรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกัน
การคัดเลือกหุ้นแบบง่ายๆ สามารถดูได้จากเว็บ http://siamchart.com/stock/ 
เมื่อเปิดเว็บแล้วหน้าตาก็จะเป็นประมาณนี้ครับ
   

 จากนั้นเราก็เลือกอุตสาหกรรมที่เราถนัดซัก 1 อุตสาหกรรม หรือที่เราสนใจ ในที่นี้ ขอสมมุติเลือกอุตสาหกรรม ธนาคารละกัน (จริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นอุตสาหกรรมธนาคารก็ได้อันนี้แค่ยกตัวอย่างเฉยๆ)
เราก็ไปที่ เลือกกลุ่มของหุ้น แล้วคลิกไปที่ธนาคารก็จะได้หน้าตาประมาณนี้

ในนี้เราก็จะเห็นชื่อบริษัทต่างๆ และค่าต่างๆเบื้องต้น ตรงคำว่า average คือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีตัวเลขต่างๆมาครบเสร็จสรรพ แต่เดี๋ยวก่อน แล้วเจ้าพวกตัวอักษรข้างบนมันคืออะไรเนี่ย !!!! ไม่ต้องกังวลครับ เราจะมาบอกกันว่ามีอะไรบ้าง (สำหรับตัวที่จำเป็นนะ)
1.VALUE ตัวนี้คือมุลค่าหุ้น ยิ่งเยอะแสดงว่าบริษัทมีขนาดใหญ่มากเท่านั้น ข้อดีคือ บริษัทมักมีความมั่นคงสูง แต่ข้อเสียคือ ราคาซื้อค่อนข้างสูง อาจได้ปริมาณหุ้นน้อย หรือซื้อได้ในวงจำกัด
2.P/E ค่าที่คนส่วนใหญ่รู้จักและใช้มากที่สุด ค่าราคาหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้น เช่นถ้าราคาหุ้น 100 บาท และกำไรต่อหุ้น 10 บาท จะได้ค่า P/E เท่ากับ 10 ค่านี้ยิ่งน้อยยิ่งดี แสดงว่าเราสามารถหุ้นตัวนี้ได้ในราคาถูก
3.P/BV คือค่าราคาเทียบกับมูลค่าตามบัญชี คือ ราคาหุ้นต่อจำนวนผู้ถือหุ้น ค่านี้ยิ่งน้อยยิ่งดี เช่นเดียวกันกับ P/E เพราะ เราสามารถซื้อหุ้นตัวนี้ในราคาที่ถูก
4. ROA  คือค่าผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ คือการเอาสินทรัพย์ไปสร้างเป็นกำไรได้มากหรือน้อยแค่ไหน ค่านี้ยิ่งมากยิ่งดี
5. ROE คือ ค่ากำไรที่ปราศจากภาระ คือกำไรที่ได้โดยหักค่าต่างๆหมดแล้ว กำไรที่ได้จริงๆ ค่านี้ยิ่งมากยิ่งดีเช่นกัน
 แล้วที่กล่าวมาบ่งบอกอะไรหล่ะ??? 
ที่กล่าวมาคือค่าที่เอาไว้สำหรับดูเบื้องต้นคร่าวๆ ว่าบริษัทนี้น่าซื้อหรือไม่ แต่มีอีกวิธีลัดอีกวิธีหนึ่งที่สามารถตัดได้แบบง่ายๆ คือ บริษัทไหนมีผลการดำเนินงานขาดทุนให้ตัดทิ้งทันที ไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ตาม เพราะว่า บริษัทนี้อาจจะมีความเสี่ยงในระยะยาว ในบางกรณี เช่นในกรณีที่เราต้องการเงินปันผล ก็จะไม่ได้เงินปันผล 
  แต่ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ ก็คือ แต่ละบริษัทมีค่านี้ดีกว่า แต่อีกบริษัทมีอีกค่าที่ดีกว่า แล้วเราจะเลือกบริษัทไหนดี?? 
   คำตอบคือแล้วแต่บุคคลครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ นักลงทุน VI แต่ละราย บางคน เอา ค่า P/E เป็นเกณฑ์ เนื่องจากต้องการหุ้นที่ซื้อได้ในราคาถูก บางดู ROE กับ ROA เป็นหลักเพราะต้องการดูความสามารถในการทำกำไรเป็นหลัก สุดท้ายแล้ว โดยรวมส่วนใหญ่หุ้นกลุ่มธนาคาร สามารถซื้อได้ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าชอบธนาคารไหนมากกว่ากัน 
  วันนี้ได้บอกเบื้องต้นไว้เท่านี้ก่อนอาจจะได้รายละเอียดไม่มากนัก เราจะพูดรายละเอียดมากกว่านี้ในครั้งหน้าครับ

วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

5.แนวทางการลงทุน (คุณเป็นคนแบบไหน)

5.แนวทางการลงทุน (คุณเป็นคนแบบไหน)

 การลงทุนหุ้นมีทั้งศาสตร์และศิลป์ คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เกิดจากการศึกษาอย่างถ่องแท้ วางแผนอย่างรอบคอบ และทำตามแผนอย่างเคร่งครัด การลงทุนที่ดี สามารถคาดคะเนได้อย่างล่วงหน้า ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ที่สำคัญกว่านั้น พวกเขามีแผนสำรองหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น แต่คนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการลงทุนหุ้นนั้น มีหลากหลายวิธี แต่ที่รุ้จักกันและใช้กันอย่างกว้างขวาง มีอยู่ 2 แบบ คือ VI (Value Investment หรือการลงทุนสายเน้นคุณค่า) และ Technical (Technical Investment หรือ การลงทุนสายเทคนิค) สิ่งสำคัญไม่ใช่รูปแบบไหนดีกว่ากัน แต่เป็นรูปแบบไหนที่เหมาะกับเราที่สุดต่างหาก
   อย่างทีกล่าวไว้ตั้งแต่ต้น รูปแบบการเล่นหุ้นมีลักษณะที่แตกต่างกัน ตามแต่ละสาย คนส่วนใหญ่เมื่อเข้ามาในตลาดหุ้น ครั้งแรกมันจะมีความสับสนอยู่ไม่ใช่น้อยว่า จะเล่นแบบไหนดี บางคนลองผิดลองถูกได้บ้างเสียบ้างแล้วแต่ดวง ในบทความนี้เราจะมาอธิบายกันว่า รูปแบบทั้ง 2 อย่างแบบไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด
           รูปแบบ 2 แบบที่ใช้มากที่สุด 
  1.สาย VI  (Value Investment) หรือภาษาไทยเรียกว่าการลงทุนเน้นคุณค่า เป็นการวิเคราะห์หุ้น เน้นมูลค่า โดยดูจากตัวธุรกิจ สถานะทางการเงินของบริษัท เป็นหลัก โดยการลงทุนแบบนี้ จะต้องดูพื้นฐานวิเคราะห์งบการเงินเป็นสำคัญ ดู งบดุล กำไรขาดทุน และ กระแสเงินสด และอ่านข้อมูลข่าวสาร เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มบริษัทในอนาคต การเติบโตต่างๆ ว่าจะไปในทิศทางไหน เปรียบเสมือนตัวเราเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นๆ สาย VI จะชอบซื้อหุ้นที่ราคาถูก ยิ่งในสถานการณ์ที่ตลาดติดลบหรือเลวร้าย สาย VI ชื่นชอบที่สุดเพราะพวกเค้าจะสามารถซื้อหุ้นในราคาถูก ซื้อแล้วก็ให้เวลาในการทำกำไรซึ่งใช้เวลานานหรือตัวธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง ราคาสูงเกินจริงแล้วถึงจะขาย นิยามของสาย VI คือ ซื้อถูกขายแพง ราคาจะกลับมายังมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเสมอ ถ้าสูงเกินมูลค่าจะไม่ซื้อ ถ้าต่ำกว่ามูลค่าก็จะซื้อ 
    แล้ว VI จะต้องที่ซื้อหุ้นพื้นฐานดีๆ แล้วจำเป็นต้องถือไปตลอดชีวิตไม่ยอมขายด้วยหรือไม่ ถึงจะเรียกว่า VI
     คำตอบคือ ไม่จำเป็น พวก VI ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นตัวนั้นไปตลอดชีวิต หากราคาเปลี่ยนแปลง หรือตัวธุรกิจเปลี่ยน ก็จะขายทันที หากพบแนวโน้มว่าเปลี่ยนไปจากเดิม
  VI ที่เก่งๆมักจะสามารถคาดคะเนอนาคตล่วงหน้าได้ว่า ธุรกิจนี้จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต บ้าง ที่สำคัญ สามารถบอกได้ว่าราคานี้แพงไป หรือถูก ควรซื้อราคาเท่าไหร่ VI มักจะไม่สนใจข่าวสารหุ้นรายตัวรายวัน หรือข่าวหุ้นประจำวันมากนัก ส่วนใหญ่มักจะดูข่าวเศรษฐกิจ ดูงบการเงิน มาวิเคราะห์เอา น่าแปลกที่หลักการวิเคราะห์ ไม่ค่อยซับซ้อนเท่ากลุ่ม Technic หลีกเลี่ยงความยุ่งยาก ทำให้ง่ายที่สุด ธรรมดาที่สุด เพราะพวกเขาคิดว่า การวิเคราะห์ที่ซับซ้อน ยุ่งยากของพวก Technical ไม่ช่วยอะไรมากนัก แถมปวดหัวอีกต่างหาก นักลงทุน VI จึงมักจะไม่ค่อยติดต่อกับ Marketing โบรกเกอร์ ซักเท่าไหร่ เพราะอาจจะเกิดการหักเหและบิดเบือนจนเกินจริงสุ้เอาเวลามาวิเคราะหฺ์เองยังจะดีซะกว่า พวก VI เรามักจะเรียบคนกลุ่มนี้ว่า นักลงทุน
    2.สาย Technical (Technical Investment) หรือภาษาไทยเรียกว่าการลงทุนสายเทคนิค สายนี้เป็นการวิเคราะห์หุ้น โดยเน้นราคา กราฟแท่งเทียน ตัวเลข สัญญาณซื้อขาย เป็นหลัก การลงทุนแบบนี้ เมื่อสนใจลงทุน สิ่งแรกคือ การเปิดกราฟ ดูหุ้นที่น่าสนใจ ตัวไหนที่ทำราคาได้ดี ตัวไหน ทำสัญญาณซื้อ กราฟหุ้นตัวไหนขาขึ้นขาลง การลงทุนจึงมักจะอยู่หน้าคอมเป็นหลักซะส่วนใหญ่ 
             หน้าตาของกราฟเทคนิคก็ประมาณแบบนี้

       
  โดยหลักการคือ การซื้อหุ้นที่กราฟมีแนวโน้มว่าจะขึ้น (Uptrend) ขายเมื่อกราฟมีแนวโน้มในทิศทางลง (Downtrend) ถือเงินสดเมื่อกราฟไม่มีสัญญาณซื้อขาย (Sideway)
   ผู้ที่เล่นสาย Technical ที่เก่งๆ มักจะมีการวางแผนอย่างรอบคอบ ควรซื้อที่ราคาตามสัญญาณซื้อ โดยใช้ทั้งแนวโน้มกราฟ และ เครื่องมือช่วยดูสัญญาณ (Indicator) หลังจากซื้อแล้ว ก็จะดูว่าแนวโน้มเป็นไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่
 ถ้า ใช่ ราคาจะสูงขึ้น ก็ปล่อยในราคาขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจนเจอสัญญาณขายแล้วค่อยขาย
 ถ้าไม่ ราคากลับตกลง ก็จะขายทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากกว่านี้ (Cut loss) 
 สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ช่วยให้ประสบคามสำเร็จในสาย Technical คือ การรักษาเงินต้น และขาดทุนในน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
   คำถามคือ สาย Technical จำเป็นต้องดูกราฟตลอดเวลาหรือไม่ 
 คำตอบคือ ก็ไม่จำเป็นอีกนั่นแหละ การเล่น Technical ไม่จำเป็นจะต้องดูกราฟตลอดเวลาทั้งวันขนาดนั้น เราไม่ใช่ โบรกเกอร์ หรือ มาร์  การดูกราฟตลอดทั้งวันอาจจะทำให้เกิดการวิตกกังวลเกิดความกลัว ทำให้อารมณ์อยู่เหนือการความคุม ทำให้ความสามารถในการกำไรลดลง
   แล้ว สาย Technical จำเป็นต้องลงทุนระยะสั้นเพียงอย่างเดียวหรือไม่
 คำตอบคือ ไม่จำเป็น (อีกแล้วเหรอ) Technical กราฟมีรูปแบบต่างๆทั้ง กราฟระยะสั้น และ กราฟระยะยาว โดย กราฟระยะยาวก็สามารถลงทุนในระยะยาวได้ ตามแต่ราคาจะไปสู่ยังจุดสัญญาณขาย ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน 
  สาย Technical ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสนใจข่าวสารหุ้น งบการเงิน ธุรกิจซักเท่าไหร่ พวกเขามองที่ราคาเป็นสำคัญ หุ้นตัวนี้ราคาเท่าไหร่ ตัวนี้ควรซื้อหรือไม่ ตัวนี้ควรขายหรือเปล่า 
 นักTechnical แบบทั่วๆไปมักดูจากกราฟตัวเลขและสถิติต่างๆเบื้องต้น แนวโน้มขาขึ้นและขาลง เหมาะสำหรับผู้เริ่มเล่นมือใหม่
 ส่วนนักวิเคราะห์แบบละเอียด ก็จะมีเหมือนกับสายTechnicalทั่วไปแต่จะเพิ่มการวิเคราะห์ที่ใช้หลักทางคณิตศาสตร์ ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลสถิติ ทฤษฎีที่ซับซ้อน  รวมผสมอยู่ด้วย ซึ่งสำหรับนักเล่นหุ้นทั่วไปไม่ต้องกังวลหรอกครับ พวกนี้ไว้สำหรับระดับ ผู้จัคการกองทุน หัวหน้ากลุ่ม Private การลงทุนส่วนบุคคล ซึ่งเราคงไม่ต้องถึงไปในระดับขนาดนั้นหรอกนะ
     นักวิคราะห์สาย Technical ส่วนใหญ่มักจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า นักเก็งกำไร
   แล้วแบบไหนดีกว่ากันหล่ะ
 คำถามโลกแตกที่คนมักจะถามกัน ซึ่งคำตอบคือ ไม่มีอะไรที่ดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าจะถนัดแบบไหนมากกว่ากัน ธรรมชาติของคนเรา มีความชอบ ความถนัดที่ไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับเรื่องเล่าสุด Classic เกี่ยวกับเรื่องนี้ 
   ปลากับนกอาศัยอยู่ด้วยกันวันหนึ่งเกิดทะเลาะกันว่าใครเก่งกว่ากัน
   ปลาบอกว่า ฉันเก่งกว่า  แกลองมาแข่งว่ายน้ำกับฉันมั้ยหล่ะ??
   นกบอกว่า แกสิอ่อน ฉันเก่งกว่าแกตั้งเยอะ   แกลองบินแข่งกับฉันมั้ยหล่ะ??
  ก็เพราะแต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญก็คือ ฝึกในสไตล์ที่ตัวเองชอบให้เก่งๆ พอถึงอย่างไรก็ตามตามคำกล่าวของท่านประธานเหมาเจ๋อตุงและเติ้งเสี่ยวผิง

แมวถึงแม้ว่ามันจะเป็นสีอะไรก็ตาม ไม่ว่ามันจะเป็นสีขาวหรือสีดำ ถ้าม้นจับหนูได้เป็นพอ แค่นี้ก็ถือว่ามันเป็นแมวที่ดีแล้ว
  แล้วถ้าผสมรูปแบบกันได้หรือไม่
 แน่นอน คำตอบคือได้อยู่แล้ว และช่วงนี้คนเริ่มนิยมมากขึ้นด้วย โดยรูปแบบผสมจะดู ทั้งปัจจัยพื้นฐานในการวิเคราะห์ธุรกิจและแนวโน้ม และดูปัจจัยเทคนิคในการหาจุดซื้อที่เหมาะสม โดยนำข้อดีของทั้งสองแบบมาผสมกัน ซึ่งช่วยให้การลงทุนมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

  แต่อย่างไรก็ตาม  การลงทุนทางด้านความรู้ การวางแผน และวินัยในการลงทุน คือสิ่งสำคัญที่่ช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จได้ดีที่สุดอยู่ดี
    

วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560

4.โปรแกรมเบื้องต้น (ลักษณะโปรแกรมที่ใช้เล่นหุ้น)

โปรแกรมเบื้องต้นสำหรับการเล่นหุ้น


  จากครั้งที่แล้วที่ได้บอกถึงการเปิดบัญชีหุ้นซึ่งเราได้ทราบถึงการเปิดบัญชีในบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ครั้งนี้เราจะมาพูดกันถึงโปรแกรมที่ใช้ในการซื้อขายหุ้นล่วงหน้า ซึ่งโปรแกรมยอดฮิตที่ใช้กันมีสองเจ้า (หรืออาจจะมีมากกว่านั้น) ก็คือ Streaming pro นั่นเอง
    โดยโปรแกรม Streming pro เป็นโปรแกรมที่อาจเรียกว่าเป็นโปรแกรมที่ฮิตที่สุดเลยก็ว่าได้เพราะ หลักทรัพย์ทุกเจ้ามักจะมีโปรแกรมนี้รองรับอยู่เสมอ ไม่ว่าคุณจะเปิดหลักทรัพย์ไหน ก็มักจะเจอโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมหลักๆ ในการซื้อขายหุ้น แน่นอนว่าถ้าคนที่เล่นหุ้นเป็นแล้ว หรือสนใจเกี่ยวกับหุ้น ก็จะทราบว่า โปรแกรมนี้มีวิธีใช้งานอย่างไร บทความนี้จึงเหมาะกับคนที่ไม่รู้เกี่ยวกับโปรแกรมนี้โดยจะบอกในระดับเบื้องต้น เอาไว้ให้รู้เบื้องต้นก็พอแล้ว
    โดยโปรแกรม Streaming pro หลังจาก Log In แล้วหน้าตาจะเป็นประมาณนี้

  ปล. ต้องขอขอบคุณรูปจาก Youtube ด้วย แต่ด้วยโปรแกรมมีการ Update ใหม่ตลอดอาจจะมีบางส่วนที่เปลี่ยนแปลง แต่รูปแบบจะยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปมาก
 โดยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรมที่ควรรู้ก็จะมี
  1.  Market ซึ่งก็คือ ตลาด โดยจะบอกถึงสถานการณ์ตลาดปัจจุบันว่าวันนี้ขึ้นลงเท่าไหร่รายละเอียดหุ้นที่ผู้เล่นหุ้นสนใจและบันทึกไว้ซึ่งข้างบนจะเห็นคำว่าSetซึ่งก็คือดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 
 1.1.High คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ทำได้สูงสุด 
 1.2.Low คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ทำได้ต่ำสุด 
 1.3.Value คือ จำนวนปริมาณการซื้อขาย ซึ่ง คิดจาก ปริมาณหุ้น รวมกับราคาหุ้น ยิ่งมีมากยิ่งส่งผลกระทบต่อตลาดมาก ในส่วนตัวเลขที่อยู่ข้างล่าง Value มีสีเขียว สีแดง และสีเหลือง พร้อมตัวเลขอันนี้แสดงถึง จำนวนบริษัทที่มีการเปลี่ยนแแปลงราคาหุ้น สีเขียวคือจำนวนบริษัทที่ราคาปรับขึ้น สีแดงคือจำนวนบริษัทที่ปรับราคาลง และสีเหลืองคือจำนวนบริษัทที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลง  เช่นจากรูปมีตัวเลขสีเขียว 203 แสดงว่ามีบริษัทที่วันนี้ราคาขึ้นอยู่จำนวน 203 บริษัท เป็นต้น        
  ด้านขวามือถ้าตอนตลาดเปิดทำการตัวเลขจะวิ่งกันไวมาก อันนั้นคือคำสั่งการซื้อขายหุ้นประจำวัน โดยเราเรียกว่า Order ซึ่งจะเคลื่อนไหวตลอดในแตาละวันซึ่งมีการซื้อขายหุ้นอยู่ตลอดเวลา     
 ในส่วนของหุ้นเมื่อคลิกเข้าไปยัง หุ้นที่สนใจก็จะมีรายละเอียดคือ  ชื่อหุ้น vol/value high/low Ceil/floor 
    โดย Vol คือ ปริมาณหุ้น 
    Value คือ ปริมาณหุ้นคูณกับราคา 
    High/Low คือราคาสูงสุดและต่ำสุดของหุ้นในวันนี้ 
  ส่วน Ceil/floor คือ ราคาสูงสุดและต่ำสุดของหลักทรัพย์ที่ ตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ราคามีความผันผวนจนเกินไป และลดความเสี่ยงต่อนักลงทุนได้ส่วนหนึ่ง ตามหลักจะกำหนด บวกลบ30 % จากราคาปิดครั้งก่อนหรือก็คือวันก่อนหน้านั่นเอง
   ข้างล่างก็จะมีในส่วน Bid กับ Offer  
    Bid คือ ราคาสูงสุดที่คนต้องการซื้อ ส่วน 
    Offer คือ ราคาต่ำสุดที่คนต้องการขาย 
โดยถ้ากดคำสั่งซื้อแล้วตรง กับที่คนต้องการขายก็จะเกิดการ Match นั่นแสดงว่ามีการซื้อขายซื้อเรียบร้อยแล้ว ข้างล่าง จะมี Line กับ Cash โดยแสดงถึงจำนวนเงินที่เราสามารถ ซื้อขายได้  
   2.Portfolio คือ พอร์ตฟอริโอ เอ้ย คือ จำนวนหุ้นที่เรามีพร้อมทั้งราคาเฉลี่ยซื้อหุ้น โดยจะแสดงถึงกำไรขาดทุนของผู้ถือได้อีกด้วย
  3.News คือข้อมูลข่าวสารในแต่ละวัน โดยแต่ละบริษัทหลักทรัพย์จะมีข้อมูลให้แก่ผู้เล่นหุ้นที่แตกต่างกัน
   4.Technical (ในนี้ไม่มีแต่ ปัจจุบัน Update แล้วอยู่ข้างบนใกล้ News) เป็นการแสดง กราฟ สำหรับผู้เล่น Technical                                                                                                                                        จริงๆมีส่วนประกอบอีกมาก แต่ที่กล่าวมาเบื้องต้นในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่มักจะดูแต่ 4 อย่างหลักๆ ก็สามารถเล่นหุ้นได้แล้ว                                                                                                                                                                                                            
  และก็มีอีกโปรแกรมที่ใช้ในการวิเคราะห์หุ้นซึ่งก็คือ โปรแกรม Aspen ว่าแต่แล้วเจ้าโปรแกรม Aspen หล่ะ ???หน้าตาโปรแกรมก็จะเป็นประมาณนี้ 



 โดยรวมจะไม่ต่างจาก Steaming pro แต่มีความหลากหลายมากขึ้นโดยมีหน้าต่างแยกออกมาเลย สามารถ เปิดดูขยายต่างๆได้เต็มที่ โดยถ้าเปิดมาจะมี 4 หน้าจอ มีดังนี้
  1. Market overview แสดงดัชนีตลาด ดัชนีสูงสุดต่ำสุดในแต่ละวัน ปรืมาณการซื้อขาย พร้อมกับอุตสาหกรรมหุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกอีกด้วย
  2. Chart คือกราฟแสดงกราฟหุ้น Technical สำหรับ ผู้เล่นหุ้นสายเทคนิค ซึ่งรายละเอียด จะบอกในครั้งต่อไป
  3. News แสดงถึงข่าวคราวล่าสุดประจำวัน เพื่อสามารถนำมาวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจล่วงหน้าอีกด้วย
  4. Quote แสดงปริมาณซื้อขายหุ้นของแต่ละตัวโดยแสดงถึงการซื้อขายมากที่สุด 5 อันดับแรก นอกจากนี้เราสามารถใช้ตารางนี้ในการวิเคราะห์หุ้นที่น่าสนใจได้อีกด้วย         
 โดยโปรแกรมในการเล่นหุ้นในปัจจุบันนั้นถือว่าสะดวกกว่าแต่ก่อน ดังนั้น ถ้ามีการใช้บ่อยๆ ก็จะทำให้ชำนาญและใช้ได้รวดเร็วมากขึ้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนในครั้งหน้าเราจะมาพูดถึงรูปแบบการเล่นหุ้นที่คนส่วนใหญ่ชอบใช้ โปรดติดตาม
                                                                                                                                                                                                                                     

วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

3.เริ่มต้นก่อนเล่นหุ้น (ควรเปิดบัญชีหุ้นที่ไหนดี)

เริ่มต้นก่อนเล่นหุ้น (การเปิดบัญชีหุ้น)


    

คำเตือน บทความนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อโฆษณาหรือชังจูงให้ซื้อผลิตภัณฑ์การลงทุนเจ้าใดเจ้าหนึ่งโปรดใช้จักรยานในการรับชม
     
        หลังจากครั้งที่แล้วที่เราได้บอกเกี่ยวกับการออมไปแล้ววันนี้เราจะมาบอกเกี่ยวกับการเปิดบัญชีหุ้นซึ่งมีทั้งขั้นตอนการเปิด ขั้นตอนการเปิดเบื้องต้น วิธีดูโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับเรา และข้อสังเกตอื่นๆที่ควรทราบเกี่ยวกับการเปิดบัญชีต่างๆ
            จากรูปข้างต้น ซึ่งเราจะเห็นได้ทั่วไป ในสถานที่ต่างๆ ทั้งห้างสรรพสินค้าชื่อดัง งานมหกรรมการลงทุนต่างๆ โดยผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการลงทุนจำนวนมาก ก็จะเข้าไปดูและสอบถามพนักงานซึ่งมาจากหลักทรัพย์ในที่ต่างๆ เข้ามาอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับการเปิดบัญชี โปรโมชั่นต่างๆ เพื่อให้เราไปเปิดบัญชีกับหลักทรัพย์เจ้านั้นๆ แต่คำถามคือ จะเปิดหลักทรัพย์เจ้านี้ดีมั้ย เปิดแล้วจะโอเครึุเปล่า วันนี้เราจะมาพูดคุยเรื่องนี้กันครับ
              การเปิดบัญชีโดยปกติจะไปเปิดที่บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ โดยบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเดียวกับธนาคาร โดยธนาคารแทบทุกที่ในไทยจะมีหลักทรัพย์เป็นของตัวเอง ซึ่งแต่ละบริษัทจะมีกฎเกณฑ์เบื้องต้นต่างๆ เช่น เปิดขั้นต่ำเท่าไหร่ เปิดแล้วมีค่า commission เท่าไหร่ (อันนี้เดี๋ยวอธิบาย)  ซึ่งเราจะบอกขั้นตอนเริ่มต้นทีละอย่างๆ ไปเพื่อทำความเข้าใจและไม่มึนงงในขณะอ่าน(หรืออาจจะงงกว่าเดิม?)
           การเปิดบัญชีหลักทรัพย์วิธีการพิจารณาว่าเราควรจะเปิดหลักทรัพย์ไหนมีวิธีดูมีดังนี้
  1. จำนวนเงินเปิดขั้นต่ำ แต่ละที่จะมีขั้นต่ำต่างๆกันไป จากประสบการณ์ขั้นต่ำน้อยที่สุดที่พบ คือ 5,000 บาท หมายความว่าเพียงคุณมีเงินแค่ 5,000 บาทก็สามารถเล่นหุ้นได้แล้ว 
  2. ประเภทบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์  โดยบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์จะมีอยุ่ 3 แบบคือ                                                    2.1 Cash Balance เป็นหลักทรัพย์ที่ แสดงมูลค่าเงินในบัญชีที่มีอยู่ มีเท่าไหร่เล่นได้เท่านั้น เช่นถ้าคุณมีเงิน 5,000 บาท แสดงว่าคุณจะสามารถเล่นหุ้นในจำนวนเงิน 5,000 บาท มากกว่านี้ไม่ได้แต่ข้อเสียคือ เวลาจะถอนเงินออกจากบัญชีจะเข้าในวันที่ T+3 พูดเป็นภาษาคนคือ จะได้เงินอีกสามวันหลังจากที่เรากดคำสั่งถอนเงินแล้ว ซึ่งไม่สามารถรับเงินได้ทันที            2.2 Credit Balance  เป็นหลักทรัพย์ที่ต้องกู้เงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ โดยจะต้องนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันในการกู้เงิน หรืออาจจะขอกู้เงินจากบริษัทมาเล่นโดยเสียอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามที่บริษัทกำหนด ส่วนใหญ่ผู้ที่ใช้บัญชีแบบนี้จะเป็นผู้ที่มีเงินระดับหนึ่ง ผู้ที่ผ่านตลาดมาในระดับหนึ่ง หรือผู้ถือหุ้นขนาดใหญ่ ที่วิเคราะห์แล้วว่ากำไรที่ได้จะคุ้มกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย        2.3 Cash  Account เป็นหลักทรัพย์ ที่กำหนดวงเงินของเราว่าจะสามารถเล่นได้เท่าไหร่ตามวงเงินที่หลักทรัพย์กำหนด วงเงินที่สามารถเล่นได้ขึ้นอยู่กับว่า หลักฐานที่เข้ามาแสดงขอวงเงินนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่ ซึ่งจะต้องมีการวางหลักประกัน 15 % เพื่อซื้อหลักทรัพย์เหมาะสำหรับ Trader หรือ ผู้ที่ลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่                                     โดยส่วนตัวสำหรับมือใหม่แนะนำหลักทรัพย์ประเภท Cash Balance เพราะขั้นต่ำน้อย และเหมาะกับผู้เริ่มต้น
  3. ค่า Commission เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อและขายหุ้น โดยจะคิดหากมีการซื้อขายหุ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ค่านี้เปรียบเสมือนค่าธรรมเนียมหรือค่านายหน้าที่ต้องเสีย โดยหลักทรัพย์แต่ละที่จะมีอัตราค่าดังกล่าวที่ต่างกันออกไป ตามที่บริษัทกำหนด และนอกจากจะเสียค่า Comเmission แล้วยังต้องเสียภาษีอีก 7 % ด้วย เพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจขอยกตัวอย่างดังนี้                                                                            สมมุติว่า เราซื้อหุ้น 1,000 หุ้นในราคา 3 บาท                                                                     ปกติเราต้องใช้เงิน 1,000 x 3 = 3,000 บาท                                                                               แต่ถ้ารวม Commission จะต้องเสียประมาณ (สมมุติว่าเสียค่าคอม 0.25%) 0.0025 x 3000 = 7.5   รวมกับภาษีอีก 7 % จะได้ 7.5 x 0.07 = 0.525                                                                                    ดังนั้นเงินที่ต้องเสียเพื่อซื้อหุ้นตัวนี้จริงๆคือ 3000 + 7.5 + 0.525 = 3,008.025  บาท                                            กลับกันถ้าขายหุ้น 1000 หุ้นในราคา 3 บาท                                                                       ปกติเราต้องใช้เงิน 1,000 x 3 = 3,000 บาท                                                                               แต่ถ้ารวม Commission จะต้องเสียประมาณ (สมมุติว่าเสียค่าคอม 0.25%) 0.0025 x 3000 = 7.5   รวมกับภาษีอีก 7 % จะได้ 7.5 x 0.07 = 0.525                                                                                    ดังนั้นเงินที่ได้จากการขายหุ้นตัวนี้จริงๆคือ 3000 - 7.5 - 0.525 = 2,991.975  บาท                                      สำหรับมือใหม่ในการเล่นหุ้นส่วนใหญ่แนะนำให้หาค่า Commission ถูกๆ เพราะจะลดค่าใช้จ่ายในการเสียค่าบริการดังกล่าว หรือตามแต่กรณีดังนี้                                                               3.1 ถ้าคุณชื่นชอบการ Trade การซื้อขายหลักทรัพย์ค่อนข้างบ่อย ซื้อมาและขายไป ถือในระยะสั้น แนะนำให้หาหลักทรัพย์ที่ค่า Commission ถูกๆหรืออัตราในระดับต่ำ                                              3.2 สำหรับผู้ที่ถือหุ้นในระยะยาว หรือนานๆจะซื้อขายหุ้นซักครั้งนึง สามารถเลือกได้ทั้งสองแบบ (แต่มักจะเลือกค่า Commission ต่ำอยู่ดี) และควรมีการดูองค์ประกอบอื่นๆ ในการตัดสินใจ เช่น ข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ ข่าวสารและการบริการ โบรกเกอร์ที่รับผิดชอบลูกค้า เป็นต้น    
  4. โบรกเกอร์ (Broker) โบรกเกอร์คือผู้รับผิดชอบในการดูความเคลื่อนไหวของตลาดการซื้อขาย ดูราคา ให้คำแนะนำ ให้บริการแก่ลูกค้าต่างๆ ซึ่งหลักในการเลือกโบรกเกอร์ เบื้องต้นมีดังนี้                                  4.1 Single License สิ่งที่โบรกเกอร์ทุกคนต้องมี เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการยืนยันว่าเป็นเจ้าหน้าที่อย่างถูกกฎหมาย                                                                                                                              4.2 ดูประวัติของโบรกเกอร์ที่รับผิดชอบว่า มีการดำเนินงานดีหรือไม่ มีประวัติการทำงานที่ทำให้ลูกค้าเสื่อมเสียหรือไม่                                                                                                                            4.3 รุปแบบบริการ บริบทของ Broker นั้นว่ามีสไตล์อย่างไร ข้อนี้ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหากันเยอะเพราะ โบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับเรา ควรจะมีรูปแบบที่มีความคล้ายกับเรา เช่น ถ้าคุณเป็นนักลงทุนสาย VI คุณคงไม่อยากที่จะได้ Broker ที่โทรศัพท์หาคุณบอกราคานี้ควรซื้อควรขายตลอดเวลาแน่ๆ หรือนักลงทุนที่เป็นสาย Technical ก็คงไม่อยากที่จะพบ Broker ที่ไม่ติดต่อหาเราเลย ไม่สนใจไม่หาข้อมุล ไม่สามารถตอบคำถามที่เราต้องการ วิเคราะห์ควรซื้อควรขาย แนวโน้มต่างๆดังนั้นเราครจะหาโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับเรา พูดกันถูกคอ จะได้ง่ายต่อการสื่อสาร และเข้าใจกันมากขึ้น 
  5. บทวิเคราะห์ ทุกๆบริษัทหลักทรัพย์จะมีบทวิเคราะห์ต่างๆให้เราได้อ่านกันโดยจะมีการอธิบายและแนะนำว่าควรซื้อหุ้นตัวนี้ควรขายตัวนี้บอกข่าวเศรษฐกิจวิเคราะห์เศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ อธิบายข้อมูลต่างๆ ซึ่งจำเป็นมากในการเล่นหุ้น โดยเราควรจะหาโบรกที่มีบทวิเคราะห์ที่ดี หมายถึงมีบทวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือ มีรายละเอียดที่น่าสนใจ                                                                                    แต่เดี๋ยวก่อน.......... น่าแปลกใจที่ บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะทำให้นักลงทุนมีปัญหาขาดทุนเป็นส่วนมาก ทั้งที่ บทวิเคราะห์ก็ออกจะดี แต่ทำไมบางทีมันถูกบางทีมันก็ไม่ค่อยถูกเลยหล่ะ  สาเหตุหลักๆ ก็คือ                                                                                                             5.1 บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะวิเคราะห์กันหลังจากที่ราคาได้สะท้อนตามตลาดไปแล้ว  จากที่พบบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะออกหลังจากราคาได้เดินไปไกลแล้ว พอเราจะซื้อตามบทวิเคราะห์ก็จะพบว่าตัวเองติดดอยไปซะแล้ว ซึ่งบทวิเคราะห์ก็ไม่ต่างจากข่าวในหนังสือพิมพ์ ที่บางข่าว เค้ารู้กันตั้งแต่ เข้าไปดูในโพส Facebook หรือ line กันแล้ว                                                                     5.2 บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะให้ราคาเป้าหมายหรือ มองแนวโน้มที่ดูเกินจริง เช่น บทวิเคราะห์ฺบอกว่า ราคาจะขึ้น 5 บาท แน่นอน แต่ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 50 สตางค์ หรือ 1 บาท มุมมองบทวิเคราะห์ที่ดูมองโลกในแง่ดีเกินไป ประหนึ่งในทุ่งลาเวนเดอร์ก็มิปาน                         วิธีในการดูบทวิเคราะห์ที่ดีที่สุดคือ การดูบทวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจโดยรวมและกลุ่มอุตสาหกรรม เท่านั้น อย่าดูการแนะนำให้ซื้อหรือขายหุ้นต่างๆ จากนั้นเราจึงนำมาคิดวิเคราะห์เองว่า ถ้ามองดูตามความเป็นจริง ดูสภาพตลาด กราฟหุ้น สถานการณ์โดยรอบ ว่าจริงหรือไม่  จากนั้นจึงมองแนวโน้มเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แล้วก็ซื้อหุ้นที่เหมาะสม  แต่ก็มีเรื่องตลกร้าย ผมเคยเข้าไปพูดคุยกับ เศรษฐีหุ้นท่านหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสมถะและพอเพียง ท่านเล่นหุ้นจนร่ำรวย และได้บอกว่า ตั้งแต่เริ่มเล่นหุ้นมา จนปัจจุบันนี้ เวลาลงทุน เค้าไม่อ่านบทวิเคราะห์เลยซักที่ มีบทวิเคราะห์มาให้ตลอด ก็ไม่สนใจ ไม่ได้คิดจะอ่านเลย สาเหตุเนื่องจาก บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะมีความคิดเห็น ที่มีความเห็นส่วนตัวหรือคติของผู้เขียนปะปนอยู่ ไม่ทางไหนก็ทางหนึ่ง ทำให้คนอ่านบทวิเคราะห์มักจะเกิดความหันเห หรือเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในการตัดสินใจวางแผนของตัวเอง ซึ่งส่งผลให้เกิดความผิดพลาด และขาดทุนในที่สุด                                                                       สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การวางแผนคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง อย่าให้บทวิเคราะห์มาควบคุมตัวเรา และถ้าหากเกิดทำตามบทวิเคราะห์ แล้วผิดพลาด หรือ เกิดขาดทุน ก็ ควรโทษตัวเอง อย่าโทษบทวิเคราะห์โดยเด็ดขาด เพราะ คุณเป็นคนตัดสินใจซื้อขายหุ้น เอง ไม่ใช่นักวิเคราะห์     หลังจากที่คุณสามารถหา บริษัทหลักทรัพย์ที่สนใจได้แล้ว สิ่งทีต้องเตรียมก็จะมี                                         1.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน                                   2.สำเนาทะเบียนบ้าน                                         3.สำเนาบัญชี ย้อนหลัง 6 เดือน (สามารถขอได้ที่ ธนาคารที่คุณเปิดบัญชีอยู่)  
          หรืออาจจะนำตัวจริงไปให้เค้าจัดการถ่ายเอกสารให้เลยก็ได้
   จากนั้นถ้าไปเปิดบัญชี เค้าจะให้ทำแบบสอบถาม ซึ่งเป็นแบบสอบถามที่บอกว่า เรารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน โดยแต่ละที่จะสอบถามว่าจะเปิดพอร์ตแบบประเภทไหน รูปแบบการติดต่อซื้อขาย (อินเนอร์เน็ตหรือโทรศัพท์บอกคำสั่ง) พอทำเสร็จก็จะต้องรอเพื่อให้เค้ารับรองว่า ได้เปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการแจ้งว่าสามารถใช้บัญชีหลักทรัพย์ภายในกี่วันก็ว่าไป จากนั้นก็จะมีการยืนยันว่าเปิดบัญชีซื้อขายได้ แล้วในที่สุดเราก็สามารถซื้อขายหุ้นได้แล้วเย้!!!!!
  คราวหน้าจะกลับมาบอกว่า โปรแกรมหรือส่วนประกอบเบื้องต้น ข้อมูลเบื้องต้นมีอะไรบ้างโปรดติดดาม......
ปล. ถ้ามีอะไรผิดพลาดหรือมีข้อที่ขาดหายไป ก็ขออภัยหรืออาจจะสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ
                                                                                                                                                                                                                                                                       

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

2.เริ่มต้นก่อนเล่นหุ้น (การออม)

เริ่มต้นก่อนการเล่นหุ้น (การออม)

      การออมเงิน เป็นการเก็บเงินวิธีหนึ่งที่ง่ายและสะดวก นอกจากช่วยให้เรามีเงินสำรองในการดำรงชีวิตแล้ว ยังช่วยให้เราสามารถมีเงินไปต่อยอดให้งอกเงยได้อีกทั้งจากการลงทุน(เล่นหุ้น) และ การทำธุรกิจ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากในการทำให้เงินงอกเงยเป็นทวีคูณ
                 ความล้มเหลวของนักเล่นหุ้น
     ปกติพอนึกถึงการเล่นหุ้นคนส่วนใหญ่ที่พบมักจะมีคำถามต่างๆมากมายซึ่งล้วนเป็นคำถามโลกแตก ที่คนไม่เคยเล่นหุ้นชอบถามกันมักจะเป็นแบบนี้
  • ต้องใช้เงินมากมั้ย ใช้เงินประมาณเท่าไหร่
  • มีวิธีเปิดบัญชีอย่างไร เปิดที่ไหนดี
  • มีวิธีเล่นยังไงให้ประสบความสำเร็จ
แต่จากประสบการณ์จริงแล้วคำถามมักจะเป็นแบบนี้ซะมากกว่า

  • หุ้น AAA ตัวนี้ซื้อดีมั้ยได้ข่าวว่ามันจะขึ้น
  • ตัวนี้โบรกที่หลักทรัพย์นี้แนะนำมา ซื้อตัวนี้ดีกว่า
  • เว็บพื้นสีน้ำเงินๆ บอกตัวนี้ดีซื้อดีกว่า
  • ก็แค่ซื้อหุ้นแล้วก็ถือตัวนี้ไปยาวๆ แค่นั้นแหละไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย
  • มีหุ้นตัวไหนดีๆ แนะนำหน่อยสิ เอาแบบถือแล้วขึ้นแรงๆเลยนะ
  • คนอื่นซื้อกัน ซื้อตามดีกว่า
         จริงๆมีอีกเยอะ แต่กลัวจะเบื่อไปซะก่อนเอาแค่นี้ก่อนละกัน

    นี่เป็นปัญหาระดับชาติที่คนส่วนใหญ่พบเจอกันซึ่งก็ให้ประสบความล้มเหลวกันไป บางคนโทษนู่นโทษนี่ตามเวรตามกรรมตามมีตามเกิด นอกจากนี้สิ่งที่ผมพบเจอมากที่สุดในการเล่นหุ้นก็คือ การนำเงินเก็บทั้งหมดที่มาลงทุนในหุ้นทั้งหมด โดยคิดว่าจะได้กำไรจากการเล่นหุ้นมหาศาล ซึ่งความเป็นจริงแล้ว  สิ่งที่ผิดพลาดของคนเล่นหุ้นมากที่สุดคือ 

  • การเล่นหุ้นโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า 
  • การตัดสินใจโดยไม่มีเหตุผลไตร่ตรอง 
  • ความโลภ ขาดสติต่างๆ
 ปกติตลาดหุ้น ที่นักลงทุน หรือ คนเล่นหุ้นเห็นจะเป็นแบบนี้

 แต่คนที่หวังว่าการเล่นหุ้นจะรวยเร็ว รวยทางลัด  ตลาดหุ้นที่เขาเห็นจะเป็นแบบนี้

    เอาจริงๆ เราเริ่มออกทะเลไปไกลแล้วเข้าเรื่องเลยละกัน
          เริ่มต้นด้วยการออม
        สิ่งสำคัญในการเริ่มต้นเล่นหุ้นจริงๆ คือ การออมเงิน ผู้อ่านที่เข้ามาอ่านอาจจะสงสัยว่านี่เรามาคุยเรื่องหุ้น แล้วเรามาเริ่มคุยเรื่องการออมยังไง เริ่มคุยเรื่องหุ้นไม่ดีกว่าหรือ
        คำตอบคือ การออมเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุน ถ้าคุณไม่มีเงินออม คุณจะไม่มีเงินมาลงทุนเล่นหุ้นอะไรได้เลย ยกเว้นว่าคุณจะมีเงินเย็น (เงินเก็บที่คุณมั่นใจว่าไม่จำเป็นต้องใช้แน่ๆไม่เกี่ยวกับการเอาเงินไปใส่ตู้เย็นแต่ประการใด) อยู่แล้วนอกจากนี้ การออมเป็นการสร้างระเบียบวินัยในการใช้เงิน ซึ่งจำเป็นอย่างมากในการลงทุนต่างๆถ้าคุณไม่มีระเบียบวินัยแม้ว่าจะทำอะไรก็ตามคุณก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้
        แล้วเริ่มต้นเท่าไหร่ดี
    แล้วคำถามคือ ควรจะออมเงินประมาณเท่าไหร่ดี ขอบอกไว้ก่อนว่า แต่ละคนนั้นมีระดับการออมที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ เงินเดือนที่ได้ สภาพหนี้สินที่มี และ เป้าหมายในการออม  ขั้นตอนพื้นฐานในการออมหลักก็จะมี

  1. การจดบันทึกรายรับรายจ่าย  เป็นการจดบันทึกรายรับรายจ่ายในแต่ละวันว่าเราใช้เงินไปกับอะไรบ้างในแต่ละวัน การจดบันทึกช่วยให้เรารู้ว่าเราใช้จ่ายในแต่ละวันไปกับอะไรบ้าง ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยคำนวนรายจ่ายในแต่ละวันแต่ละเดือน การจดบันทึกรายรับรายจ่ายช่วนให้เรารื้อฟื้นความจำ สามารถควบคุมการใช้จ่ายของเราได้ เหมาะสำหรับทุกๆคนโดยเฉพาะ กลุ่มธุรกิจครัวเรือน ผู้คนที่อยากทราบรายจ่ายแต่ละวัน แต่ข้อเสียคือ คนส่วนใหญ่มักจะขึ้เกียจจดกัน(รวมถึงคนเขียนด้วย) 
  2. การออมเงินล่วงหน้า วิธีนี้อาจจะดูแปลกๆ ไปซักหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าได้ผล นั่นคือการเก็บเงินก่อนที่จะนำเงินไปใช้จ่าย โดยปกติถ้าเราได้เงินมาส่วนใหญ่จะเป็นแบบข้างล่างนี่                                  รายได้  ⇒⇒⇒⇒ รายจ่ายใช้เงินต่างๆ ⇒⇒⇒⇒ เงินเก็บและเงินออม                      แต่ว่าเราจะทำแบบนี้แทน                                                                                                                     รายได้ ⇒⇒⇒⇒  เงินเก็บและเงินออม ⇒⇒⇒⇒ รายจ่ายใช้เงินต่างๆ                                                      คำถามคือทำไมถึงต้องใช้วิธีนี้ ??                                                                                  จากประสบการณ์ที่พบเจอมา เห็นว่า การเก็บเงินแบบวิธีแรก มักจะไม่มีเงินเก็บ หรือมีเก็บในอัตราที่ต่ำ เนื่องจากพฤติกรรมความเคยชินการใช้เงินของคนส่วนใหญ่ ที่มักจะเก็บเงินกันไม่ค่อยอยู่ ดังนั้น การที่เราเก็บเงินก่อนทันที แล้วนำเงินที่เหลือไปใช้จ่าย จึงเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว                                                                                                                   แล้วเก็บเงินเท่าไหร่ดี??                                   คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนมีรายรับเท่าไหร่เพราะแต่ละคนมีรายรับที่ไม่เท่ากัน  แต่ละคนจึงมีปริมาณการเก็บเงินที่ไม่เท่ากัน รายรับน้อยก็มีการเก็บเงินน้อย รายรับมากก็มีการเก็บเงินที่มาก แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรเก็บเงินมากเกินไปจนทำให้เกิดผลกระทบในชีวิตประจำวัน เช่นเก็บเงินจนไม่มีเงินกินข้าวเป็นต้น                                               แต่ถ้าถามตัวเองยังไม่รู้ว่า ควรเก็บเงินเท่าไหร่ดี ผมแนะนำให้เก็บเงินร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 20 ของรายได้ก่อนเช่น ถ้าคุณมีรายได้ต่อเดือน 10,000 บาท ก็ควรจะเก็บเงิน ประมาณ 1,000 ถึง 2,000 บาท เป็นต้น  
  3. ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น วิธีนี้ดูเหมือนง่ายแต่จริงๆแล้วทำยาก เพราะ เป็นการควบคุมพฤติกรรมของเราเอง ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้ บางทีคุณอาจจะเห็น สิ่งของที่กระตุ้นความอยากซื้อมากๆ เช่น โทรศัพท์ ของใช้ต่างๆ รถยนต์ อุปกรณ์คอม เครื่องสำอาง ฯลฯ   ซึ่งเราต้องถามตัวเองในใจก่อนว่า ควรจะซื้อจริงหรือไม่ แต่ถ้าสิ่งของนั้นเป็นเป้าหมายในการเก็บเงินของคุณ เช่นเก็บเงินไปซื้อคอมหรือเครื่องสำอาง อันนี้ไม่ถือว่าผิดเพราะ เป็นเป้าหมายในการออมเงินเพื่อซื้อ อันที่จริง การเก็บเงินควรจะเก็บเงิน ตามทฤษฎีแล้วควรจะทำตามระบบไปตลอดแต่จากประสบการณ์แล้ว เราเป็นคนไม่ใช่หุ่นยนต์ คนเราทุกคนย่อมมีสิ่งที่อยากได้อยากมีอยู่แล้ว  ดังนั้นการจ่ายเงินเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการจึงไม่ใช่เรื่องผิด วิธีดังกล่าวเปรียบเสมือนการให้รางวัลแก่ตัวเองวิธีหนึ่ง  ซึ่งช่วยให้เรามีกำลังใจในการออมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เรารู้คุณค่าของสิ่งของที่ได้มา นั้นมีค่าแค่ไหน เป็นการลดความฟุ่มเฟือยของเราทางอ้อมได้ดีอีกวิธีหนึ่ง
  จากที่กล่าวมาข้างต้น เป็นวิธีการเก็บเงินที่เข้าใจง่ายและเป็นจุดเริ่มต้นของการมีรายได้เสริม การลงทุน และมีเงินเก็บไว้ใช้ในเกษียณ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเก็บเงิน ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้หรือตอนที่อายุยังน้อยอยู่ เพราะยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าใกล้เป้าหมายได้เร็วขึ้นเท่านั้นไม่แน่บางทีเวลาผ่านไป คุณอาจจะพบว่าเงินที่คุณเก็บอาจจะมีจำนวนเป็นแสนหรือมากกว่านั้นก็ได้ใครจะไปรู้

   แต่การออมเงินอย่างเดียวโดยไม่ลงทุนเลยก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ครั้งหน้าเราจะมาบอกว่า
 ทำไมการเก็บเงินอย่างเดียวโดยไม่ทำอะไรกับมันเลยเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง และมีวิธีการเริ่มต้นในการเล่นหุ้นอย่างไรบ้าง สัปดาห์หน้าอย่าพลาดชม





วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

1.จุดเริ่มต้น (นี่เรามาทำอะไรที่นี่)

จุดเริ่มต้นการเขียน (เรามาทำอะไรที่นี่)
         


เกริ่นกันก่อน
         นับตั้งแต่เกิดมา 20 กว่าปีแล้ว เริ่มต้นจากการเกิด เข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ชีวิตดูค่อนข้างจะธรรมดา มีงานประจำที่มั่นคง มีกินมีใช้ อยากทำอะไรก็ทำ ชีวิตไม่ขัดสน ตื่นเช้าแต่งตัวไปทำงาน ตอกบัตรตรงเวลา 8โมงครึ่ง ทำงานถึง 11 โมง ก็ต้องรีบลงไปซื้อข้าวกินข้างล่าง เพราะกลัวว่าถ้าไปกินตอนเที่ยงคนจะเยอะหาที่กินไม่ได้ บางวันงานเยอะทำงานจนเที่ยง เดือนร้อนเพื่อนร่วมงานต้องชวนกินข้าวเที่ยง อาหารเที่ยงก็อาหารตามสั่ง ไม่ก็ร้านขายข้างแกงใกล้ๆ รีบๆ หน่อยก็ไปซื้อที่เซเว่นเอาสะดวกดี
พอกินเสร็จก็ทำงาน(บางทีก็พูดคุยกับเพื่อน เม้าท์มอยตามประสาคนวัยทำงาน) 
     พอตกเย็นก็กลับบ้านที่ไหนได้ เจ้านายสั่งมีงานด่วนต้องการวันนี้อีก เวรกรรม.......ตั้งนานไม่สั่ง แทนที่จะได้กลับบ้านก็ไม่ได้กลับ ทำงานประหนึ่ง OT ก็ไม่ปาน กว่าจะได้กลับก็ทุ่มสองทุ่ม หรืออาจนานกว่านั้น พอจะกลับเวรกรรมรถเสือกติดอีก นี่มันแยกแครายสาขา 2 เหรอวะ กว่าจะถึงบ้านก็อืมมมม นะ ถึงบ้านปุ๊บก็อาบน้ำแปรงฟัน ตั้งใจว่าจะนอนพรุ่งนี้ไปทำงาน เอ๊ะ Line เด้งเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาลัยชวนคุย คุยเสร็จว่างๆ เปิดดู Facebook มามีเรื่องน่าสนใจ ก็เข้าไปดู ดูไปดูมา อ้าวเที่ยงคืนแล้วรีบนอนดีกว่า เดี๋ยวตื่นสาย เจ้านายด่าตัดเงินเดือน ทุกวันชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ บางคนอยากให้ถึงวันหยุดเร็วๆ บางคนโชคดีหน่อยได้ทำงานที่ชอบ ก็แทบจะไม่อยากให้ถึงวันหยุด อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรักไปเรื่อยๆ
       พอวันเงินเดือนออก แต่ละคนก็ได้เงินไปใช้ในรูปแบบแตกต่างกันไป บางคนเอาไปใช้หนี้ทั้งจากตัวเองหรือทางบ้าน บางคนเอาไปซื้อของที่ตัวเองอยากได้ บางคนก็อาจจะเอาไปฝากธนาคารออมเงินในรูปแบบต่างๆ บางคนเก็บเงินไปลงทุนทำธุรกิจในฝัน บางคนก็เอาไปให้พ่อแม่ บางคนสายเปย์ แต่ละคนมีเป้าหมายการกระทำไม่เหมือนกัน ตามแต่เฉพาะของบุคคล
      แต่เวลาผ่านไป อายุเริ่มมากขึ้น ภาระเริ่มมากขึ้น ทั้งจากทางบ้าน หนี้สินต่างๆ ค่าเช่าหรือผ่อนบ้านค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าผ่อนรถ ค่าบัตรเครดิต ค่าเลี้ยงลูก (บางคนไม่มีค่าเลี้ยงลูก มีแต่ค่าเลี้ยงนกแทน จีบใครไม่ติดนกตลอด เลี้ยงจนจะแข่งกับสวนนกชัยนาทได้แล้ว) ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่มากขึ้น บางคนมีวินัยในการออมดี ย่อมไม่มีปัญหาแต่บางคนไม่ได้สร้างวินัยในการออมเงินแต่แรก เกิดปัญหาไม่มีเงินใช้ในวันเกษียณ บางคนมีปัญหาทั้งที่ตัวเองยังไม่เกษียณด้วยซ้ำ รายจ่ายเป็นเดือนชนเดือน ไปกู้เงินตรงนั้นมาใช้หนี้ตรงนี้ ก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เป็นวงจรที่ไม่มีวันจบสิ้น
       แล้วเกี่ยวอะไรกับหุ้น
      ที่อ่านมาข้างต้นนั้นเป็นเรื่องสมมติ ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้เขียนแต่อย่างใด อ้าว อ่านมาตั้งนานเสียเวลาชิป เขียนเพื่อ!!!! อ๋อ คือที่เขียนนี่คือเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่บางคนเคยเจอมา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตัวผมก็เจอ คนส่วนใหญ่รอบๆตัวก็จะเป็นแบบนี้ ซะส่วนใหญ่ นับตั่งแต่ผมเรียนจบ ผมก็สมัครงานในที่ต่างๆ ในตำแหน่งที่ตัวเองต้องการจะเรียนรู้ในสายงาน แต่อนิจจา ไม่มีใครรับเลย!!!!!! ทั้งเกรดที่ห่วย ลามไปถึงบุคลิกที่ไม่ดี ชีวิตช่างบัดซบอะไรขนาดนั้น 
     แต่เนื่องด้วยตัวเองศึกษาเรื่องหุ้น ตั้งแต่อยู่ในช่วงกำลังศึกษามหาวิทยาลัย ก็ยังมีเงินพอประทังชีวิตไปได้บ้าง อ้อพูดถึง ในมหาวิทยาลัยเพื่อนๆ ที่รู้จัก เล่นหุ้นกันจริงจังทั้งนั้น บางคนได้กำไรจำนวนมาก บางคนขาดทุนยับ นอกจากนี้พอเข้าไปดูคนที่เล่นหุ้น บางคนมีจุดประสงค์ต่างๆกัน บางคนอยากรวย บางคนอยากมีเงินเก็บ บางคนต้องการมีชื่อเสียง บลาๆ แต่จากที่สังเกต พบว่าคนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนใหญ่ขาดทุนยับ ผิดพลาดมหาศาล จากนั้นก็โทษนู่นโทษนี่ โทษดวง โทษคนให้ข้อมูลข่าวสาร โทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง (เวรกรรม......) ปัญหาดังกล่่าวเกิดจากการคิดว่า การเล่นหุ้นนั้น ทำให้รวยเร็ว ง่าย สะดวก ซึ่งในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่เลย การเล่นหุ้นที่ดีต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ มีวินัย และ การเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน เพราะฉะนั้นการจะประสบความสำเร็จไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องมีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ 
      หลังจากที่สอบ Single License ไม่ผ่านเป็นครั้งที่ 89 ผมก็พร้อมที่จะเขียนแนวทางการเล่นหุ้นของตัวผม ซึ่งผม ไม่ได้ร่ำรวยอะไร พอร์ดเท่ามด ปัจจุบันยังตกงานอยู่ และ พร้อมจะเจ๊งได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น Blog นี้จึงไม่ใช่ Blog ที่บอกว่าหุ้นตัวไหนดี หุ้นตัวไหนทำให้รวย และไม่ใช่ Blog ที่จะบอกว่า ทำแบบนี้แล้วจะรวยได้เพราะตัวชี้วัดว่า จะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับตัวคุณเองเท่านั้น และแต่ละคนมีความถนัดในรูปแบบที่ต่างกัน ผมจึงไม่สามารถบอกได้ว่าแบบไหนที่ดีกว่า โอเคขอตัดจบแบบละครไทย!!!! 
ปล . พอดีเป็นมือใหม่เขียนครั้งแรกถ้าหากมีข้อผิดพลาดก็ขออภัย จะได้นำกลับไปแก้ไขแล้วพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น