การลงทุนแบบ VI (เริ่มต้นการคัดหุ้นแบบ VI)
หลังจากที่เราได้อธิบายถึงการลงทุนสองรูปแบบ คือ VI (Value Investment) กับ Technical Investment วันนี้เราจะมาพูดถึงในส่วนของ VI กันก่อน โดย สิ่งที่สำคัญสำหรับนักลงทุน VI ก็คือการคัดเลือกหุ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการลงทุนโดย VI จะต้องทำการบ้านศึกษาธุรกิจต่างๆ ในเบื้องต้น โดยต้องจะต้องทราบว่า
1. บริษัทที่คุณลงทุนทำกิจการอะไร ทำเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นลูกค้า พูดง่ายๆ คือดูในตัวธุรกิจนั่นเอง
2. สถานการณ์ข่าวสาร เศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร มีผลกระทบต่อธุรกิจที่คุณลงทุนอยู่หรือไม่
3. ราคาที่ควรซื้อควรซื้อที่ราคาเท่าไหร่ ราคาปัจจุบันตอนนี้แพงไปหรือถูกไปหรือเปล่า
หลักๆนั้นมีอยู่ 3 ข้อ แต่เราจะมาพูดถึง การคัดเลือกหุ้นของกลุ่ม VI กันว่าจากหุ้นบริษัทหลายร้อยบริษัทจะสามารถคัดเหลืออยู่ ไม่กี่ปริษัทได้อย่างไร
เริ่มต้นเลย สิ่งสำคัญในการลงทุนแบบ VI คือ ลงทุนในสิ่งที่เรารู้ และเราถนัดที่สุด การลงทุนในสิ่งที่เราไม่มีความรู้ ไม่ถนัดอาจจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ที่ผิดพลาดจนประสบเกิดความล้มเหลวในที่สุด
ขั้นแรก บางท่านอาจจะสับสนหรือไม่รู้ว่าจะเริ่มลงทุนบริษัทไหนดี เราแนะนำอยู่สามวิธี
1.ดูบริษัทที่เรารู้จัก ใช้บริการบ่อยๆ บริษัทที่ชื่อเสียง
2. ดูบริษัทในอุตสาหกรรมที่เราสนใจหรือมีความรู้ในอุตสาหกรรมนั้นๆ ในระดับหนึ่ง (แต่ถ้าไม่มีความรู้เลย ก็ดูอุตสาหกรรมที่เราชอบ จากนั้นก็ลงลึกศึกษาอุตสาหกรรมนั้นๆ)
3.อุตสาหกรรมที่เราคิดว่าจะมีอนาคต หรือน่าสนใจในอนาคต
ในแต่ละอุตสาหกรรมก็จะมีรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงมีรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกัน
การคัดเลือกหุ้นแบบง่ายๆ สามารถดูได้จากเว็บ http://siamchart.com/stock/
เมื่อเปิดเว็บแล้วหน้าตาก็จะเป็นประมาณนี้ครับ
จากนั้นเราก็เลือกอุตสาหกรรมที่เราถนัดซัก 1 อุตสาหกรรม หรือที่เราสนใจ ในที่นี้ ขอสมมุติเลือกอุตสาหกรรม ธนาคารละกัน (จริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นอุตสาหกรรมธนาคารก็ได้อันนี้แค่ยกตัวอย่างเฉยๆ)
เราก็ไปที่ เลือกกลุ่มของหุ้น แล้วคลิกไปที่ธนาคารก็จะได้หน้าตาประมาณนี้
ในนี้เราก็จะเห็นชื่อบริษัทต่างๆ และค่าต่างๆเบื้องต้น ตรงคำว่า average คือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีตัวเลขต่างๆมาครบเสร็จสรรพ แต่เดี๋ยวก่อน แล้วเจ้าพวกตัวอักษรข้างบนมันคืออะไรเนี่ย !!!! ไม่ต้องกังวลครับ เราจะมาบอกกันว่ามีอะไรบ้าง (สำหรับตัวที่จำเป็นนะ)
1.VALUE ตัวนี้คือมุลค่าหุ้น ยิ่งเยอะแสดงว่าบริษัทมีขนาดใหญ่มากเท่านั้น ข้อดีคือ บริษัทมักมีความมั่นคงสูง แต่ข้อเสียคือ ราคาซื้อค่อนข้างสูง อาจได้ปริมาณหุ้นน้อย หรือซื้อได้ในวงจำกัด
2.P/E ค่าที่คนส่วนใหญ่รู้จักและใช้มากที่สุด ค่าราคาหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้น เช่นถ้าราคาหุ้น 100 บาท และกำไรต่อหุ้น 10 บาท จะได้ค่า P/E เท่ากับ 10 ค่านี้ยิ่งน้อยยิ่งดี แสดงว่าเราสามารถหุ้นตัวนี้ได้ในราคาถูก
3.P/BV คือค่าราคาเทียบกับมูลค่าตามบัญชี คือ ราคาหุ้นต่อจำนวนผู้ถือหุ้น ค่านี้ยิ่งน้อยยิ่งดี เช่นเดียวกันกับ P/E เพราะ เราสามารถซื้อหุ้นตัวนี้ในราคาที่ถูก
4. ROA คือค่าผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ คือการเอาสินทรัพย์ไปสร้างเป็นกำไรได้มากหรือน้อยแค่ไหน ค่านี้ยิ่งมากยิ่งดี
5. ROE คือ ค่ากำไรที่ปราศจากภาระ คือกำไรที่ได้โดยหักค่าต่างๆหมดแล้ว กำไรที่ได้จริงๆ ค่านี้ยิ่งมากยิ่งดีเช่นกัน
แล้วที่กล่าวมาบ่งบอกอะไรหล่ะ???
ที่กล่าวมาคือค่าที่เอาไว้สำหรับดูเบื้องต้นคร่าวๆ ว่าบริษัทนี้น่าซื้อหรือไม่ แต่มีอีกวิธีลัดอีกวิธีหนึ่งที่สามารถตัดได้แบบง่ายๆ คือ บริษัทไหนมีผลการดำเนินงานขาดทุนให้ตัดทิ้งทันที ไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ตาม เพราะว่า บริษัทนี้อาจจะมีความเสี่ยงในระยะยาว ในบางกรณี เช่นในกรณีที่เราต้องการเงินปันผล ก็จะไม่ได้เงินปันผล
แต่ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ ก็คือ แต่ละบริษัทมีค่านี้ดีกว่า แต่อีกบริษัทมีอีกค่าที่ดีกว่า แล้วเราจะเลือกบริษัทไหนดี??
คำตอบคือแล้วแต่บุคคลครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ นักลงทุน VI แต่ละราย บางคน เอา ค่า P/E เป็นเกณฑ์ เนื่องจากต้องการหุ้นที่ซื้อได้ในราคาถูก บางดู ROE กับ ROA เป็นหลักเพราะต้องการดูความสามารถในการทำกำไรเป็นหลัก สุดท้ายแล้ว โดยรวมส่วนใหญ่หุ้นกลุ่มธนาคาร สามารถซื้อได้ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าชอบธนาคารไหนมากกว่ากัน
วันนี้ได้บอกเบื้องต้นไว้เท่านี้ก่อนอาจจะได้รายละเอียดไม่มากนัก เราจะพูดรายละเอียดมากกว่านี้ในครั้งหน้าครับ



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น