วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

5.แนวทางการลงทุน (คุณเป็นคนแบบไหน)

5.แนวทางการลงทุน (คุณเป็นคนแบบไหน)

 การลงทุนหุ้นมีทั้งศาสตร์และศิลป์ คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เกิดจากการศึกษาอย่างถ่องแท้ วางแผนอย่างรอบคอบ และทำตามแผนอย่างเคร่งครัด การลงทุนที่ดี สามารถคาดคะเนได้อย่างล่วงหน้า ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ที่สำคัญกว่านั้น พวกเขามีแผนสำรองหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น แต่คนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการลงทุนหุ้นนั้น มีหลากหลายวิธี แต่ที่รุ้จักกันและใช้กันอย่างกว้างขวาง มีอยู่ 2 แบบ คือ VI (Value Investment หรือการลงทุนสายเน้นคุณค่า) และ Technical (Technical Investment หรือ การลงทุนสายเทคนิค) สิ่งสำคัญไม่ใช่รูปแบบไหนดีกว่ากัน แต่เป็นรูปแบบไหนที่เหมาะกับเราที่สุดต่างหาก
   อย่างทีกล่าวไว้ตั้งแต่ต้น รูปแบบการเล่นหุ้นมีลักษณะที่แตกต่างกัน ตามแต่ละสาย คนส่วนใหญ่เมื่อเข้ามาในตลาดหุ้น ครั้งแรกมันจะมีความสับสนอยู่ไม่ใช่น้อยว่า จะเล่นแบบไหนดี บางคนลองผิดลองถูกได้บ้างเสียบ้างแล้วแต่ดวง ในบทความนี้เราจะมาอธิบายกันว่า รูปแบบทั้ง 2 อย่างแบบไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด
           รูปแบบ 2 แบบที่ใช้มากที่สุด 
  1.สาย VI  (Value Investment) หรือภาษาไทยเรียกว่าการลงทุนเน้นคุณค่า เป็นการวิเคราะห์หุ้น เน้นมูลค่า โดยดูจากตัวธุรกิจ สถานะทางการเงินของบริษัท เป็นหลัก โดยการลงทุนแบบนี้ จะต้องดูพื้นฐานวิเคราะห์งบการเงินเป็นสำคัญ ดู งบดุล กำไรขาดทุน และ กระแสเงินสด และอ่านข้อมูลข่าวสาร เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มบริษัทในอนาคต การเติบโตต่างๆ ว่าจะไปในทิศทางไหน เปรียบเสมือนตัวเราเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นๆ สาย VI จะชอบซื้อหุ้นที่ราคาถูก ยิ่งในสถานการณ์ที่ตลาดติดลบหรือเลวร้าย สาย VI ชื่นชอบที่สุดเพราะพวกเค้าจะสามารถซื้อหุ้นในราคาถูก ซื้อแล้วก็ให้เวลาในการทำกำไรซึ่งใช้เวลานานหรือตัวธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง ราคาสูงเกินจริงแล้วถึงจะขาย นิยามของสาย VI คือ ซื้อถูกขายแพง ราคาจะกลับมายังมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเสมอ ถ้าสูงเกินมูลค่าจะไม่ซื้อ ถ้าต่ำกว่ามูลค่าก็จะซื้อ 
    แล้ว VI จะต้องที่ซื้อหุ้นพื้นฐานดีๆ แล้วจำเป็นต้องถือไปตลอดชีวิตไม่ยอมขายด้วยหรือไม่ ถึงจะเรียกว่า VI
     คำตอบคือ ไม่จำเป็น พวก VI ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นตัวนั้นไปตลอดชีวิต หากราคาเปลี่ยนแปลง หรือตัวธุรกิจเปลี่ยน ก็จะขายทันที หากพบแนวโน้มว่าเปลี่ยนไปจากเดิม
  VI ที่เก่งๆมักจะสามารถคาดคะเนอนาคตล่วงหน้าได้ว่า ธุรกิจนี้จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต บ้าง ที่สำคัญ สามารถบอกได้ว่าราคานี้แพงไป หรือถูก ควรซื้อราคาเท่าไหร่ VI มักจะไม่สนใจข่าวสารหุ้นรายตัวรายวัน หรือข่าวหุ้นประจำวันมากนัก ส่วนใหญ่มักจะดูข่าวเศรษฐกิจ ดูงบการเงิน มาวิเคราะห์เอา น่าแปลกที่หลักการวิเคราะห์ ไม่ค่อยซับซ้อนเท่ากลุ่ม Technic หลีกเลี่ยงความยุ่งยาก ทำให้ง่ายที่สุด ธรรมดาที่สุด เพราะพวกเขาคิดว่า การวิเคราะห์ที่ซับซ้อน ยุ่งยากของพวก Technical ไม่ช่วยอะไรมากนัก แถมปวดหัวอีกต่างหาก นักลงทุน VI จึงมักจะไม่ค่อยติดต่อกับ Marketing โบรกเกอร์ ซักเท่าไหร่ เพราะอาจจะเกิดการหักเหและบิดเบือนจนเกินจริงสุ้เอาเวลามาวิเคราะหฺ์เองยังจะดีซะกว่า พวก VI เรามักจะเรียบคนกลุ่มนี้ว่า นักลงทุน
    2.สาย Technical (Technical Investment) หรือภาษาไทยเรียกว่าการลงทุนสายเทคนิค สายนี้เป็นการวิเคราะห์หุ้น โดยเน้นราคา กราฟแท่งเทียน ตัวเลข สัญญาณซื้อขาย เป็นหลัก การลงทุนแบบนี้ เมื่อสนใจลงทุน สิ่งแรกคือ การเปิดกราฟ ดูหุ้นที่น่าสนใจ ตัวไหนที่ทำราคาได้ดี ตัวไหน ทำสัญญาณซื้อ กราฟหุ้นตัวไหนขาขึ้นขาลง การลงทุนจึงมักจะอยู่หน้าคอมเป็นหลักซะส่วนใหญ่ 
             หน้าตาของกราฟเทคนิคก็ประมาณแบบนี้

       
  โดยหลักการคือ การซื้อหุ้นที่กราฟมีแนวโน้มว่าจะขึ้น (Uptrend) ขายเมื่อกราฟมีแนวโน้มในทิศทางลง (Downtrend) ถือเงินสดเมื่อกราฟไม่มีสัญญาณซื้อขาย (Sideway)
   ผู้ที่เล่นสาย Technical ที่เก่งๆ มักจะมีการวางแผนอย่างรอบคอบ ควรซื้อที่ราคาตามสัญญาณซื้อ โดยใช้ทั้งแนวโน้มกราฟ และ เครื่องมือช่วยดูสัญญาณ (Indicator) หลังจากซื้อแล้ว ก็จะดูว่าแนวโน้มเป็นไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่
 ถ้า ใช่ ราคาจะสูงขึ้น ก็ปล่อยในราคาขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจนเจอสัญญาณขายแล้วค่อยขาย
 ถ้าไม่ ราคากลับตกลง ก็จะขายทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากกว่านี้ (Cut loss) 
 สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ช่วยให้ประสบคามสำเร็จในสาย Technical คือ การรักษาเงินต้น และขาดทุนในน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
   คำถามคือ สาย Technical จำเป็นต้องดูกราฟตลอดเวลาหรือไม่ 
 คำตอบคือ ก็ไม่จำเป็นอีกนั่นแหละ การเล่น Technical ไม่จำเป็นจะต้องดูกราฟตลอดเวลาทั้งวันขนาดนั้น เราไม่ใช่ โบรกเกอร์ หรือ มาร์  การดูกราฟตลอดทั้งวันอาจจะทำให้เกิดการวิตกกังวลเกิดความกลัว ทำให้อารมณ์อยู่เหนือการความคุม ทำให้ความสามารถในการกำไรลดลง
   แล้ว สาย Technical จำเป็นต้องลงทุนระยะสั้นเพียงอย่างเดียวหรือไม่
 คำตอบคือ ไม่จำเป็น (อีกแล้วเหรอ) Technical กราฟมีรูปแบบต่างๆทั้ง กราฟระยะสั้น และ กราฟระยะยาว โดย กราฟระยะยาวก็สามารถลงทุนในระยะยาวได้ ตามแต่ราคาจะไปสู่ยังจุดสัญญาณขาย ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน 
  สาย Technical ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสนใจข่าวสารหุ้น งบการเงิน ธุรกิจซักเท่าไหร่ พวกเขามองที่ราคาเป็นสำคัญ หุ้นตัวนี้ราคาเท่าไหร่ ตัวนี้ควรซื้อหรือไม่ ตัวนี้ควรขายหรือเปล่า 
 นักTechnical แบบทั่วๆไปมักดูจากกราฟตัวเลขและสถิติต่างๆเบื้องต้น แนวโน้มขาขึ้นและขาลง เหมาะสำหรับผู้เริ่มเล่นมือใหม่
 ส่วนนักวิเคราะห์แบบละเอียด ก็จะมีเหมือนกับสายTechnicalทั่วไปแต่จะเพิ่มการวิเคราะห์ที่ใช้หลักทางคณิตศาสตร์ ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลสถิติ ทฤษฎีที่ซับซ้อน  รวมผสมอยู่ด้วย ซึ่งสำหรับนักเล่นหุ้นทั่วไปไม่ต้องกังวลหรอกครับ พวกนี้ไว้สำหรับระดับ ผู้จัคการกองทุน หัวหน้ากลุ่ม Private การลงทุนส่วนบุคคล ซึ่งเราคงไม่ต้องถึงไปในระดับขนาดนั้นหรอกนะ
     นักวิคราะห์สาย Technical ส่วนใหญ่มักจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า นักเก็งกำไร
   แล้วแบบไหนดีกว่ากันหล่ะ
 คำถามโลกแตกที่คนมักจะถามกัน ซึ่งคำตอบคือ ไม่มีอะไรที่ดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าจะถนัดแบบไหนมากกว่ากัน ธรรมชาติของคนเรา มีความชอบ ความถนัดที่ไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับเรื่องเล่าสุด Classic เกี่ยวกับเรื่องนี้ 
   ปลากับนกอาศัยอยู่ด้วยกันวันหนึ่งเกิดทะเลาะกันว่าใครเก่งกว่ากัน
   ปลาบอกว่า ฉันเก่งกว่า  แกลองมาแข่งว่ายน้ำกับฉันมั้ยหล่ะ??
   นกบอกว่า แกสิอ่อน ฉันเก่งกว่าแกตั้งเยอะ   แกลองบินแข่งกับฉันมั้ยหล่ะ??
  ก็เพราะแต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญก็คือ ฝึกในสไตล์ที่ตัวเองชอบให้เก่งๆ พอถึงอย่างไรก็ตามตามคำกล่าวของท่านประธานเหมาเจ๋อตุงและเติ้งเสี่ยวผิง

แมวถึงแม้ว่ามันจะเป็นสีอะไรก็ตาม ไม่ว่ามันจะเป็นสีขาวหรือสีดำ ถ้าม้นจับหนูได้เป็นพอ แค่นี้ก็ถือว่ามันเป็นแมวที่ดีแล้ว
  แล้วถ้าผสมรูปแบบกันได้หรือไม่
 แน่นอน คำตอบคือได้อยู่แล้ว และช่วงนี้คนเริ่มนิยมมากขึ้นด้วย โดยรูปแบบผสมจะดู ทั้งปัจจัยพื้นฐานในการวิเคราะห์ธุรกิจและแนวโน้ม และดูปัจจัยเทคนิคในการหาจุดซื้อที่เหมาะสม โดยนำข้อดีของทั้งสองแบบมาผสมกัน ซึ่งช่วยให้การลงทุนมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

  แต่อย่างไรก็ตาม  การลงทุนทางด้านความรู้ การวางแผน และวินัยในการลงทุน คือสิ่งสำคัญที่่ช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จได้ดีที่สุดอยู่ดี
    

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น