วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

3.เริ่มต้นก่อนเล่นหุ้น (ควรเปิดบัญชีหุ้นที่ไหนดี)

เริ่มต้นก่อนเล่นหุ้น (การเปิดบัญชีหุ้น)


    

คำเตือน บทความนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อโฆษณาหรือชังจูงให้ซื้อผลิตภัณฑ์การลงทุนเจ้าใดเจ้าหนึ่งโปรดใช้จักรยานในการรับชม
     
        หลังจากครั้งที่แล้วที่เราได้บอกเกี่ยวกับการออมไปแล้ววันนี้เราจะมาบอกเกี่ยวกับการเปิดบัญชีหุ้นซึ่งมีทั้งขั้นตอนการเปิด ขั้นตอนการเปิดเบื้องต้น วิธีดูโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับเรา และข้อสังเกตอื่นๆที่ควรทราบเกี่ยวกับการเปิดบัญชีต่างๆ
            จากรูปข้างต้น ซึ่งเราจะเห็นได้ทั่วไป ในสถานที่ต่างๆ ทั้งห้างสรรพสินค้าชื่อดัง งานมหกรรมการลงทุนต่างๆ โดยผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการลงทุนจำนวนมาก ก็จะเข้าไปดูและสอบถามพนักงานซึ่งมาจากหลักทรัพย์ในที่ต่างๆ เข้ามาอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับการเปิดบัญชี โปรโมชั่นต่างๆ เพื่อให้เราไปเปิดบัญชีกับหลักทรัพย์เจ้านั้นๆ แต่คำถามคือ จะเปิดหลักทรัพย์เจ้านี้ดีมั้ย เปิดแล้วจะโอเครึุเปล่า วันนี้เราจะมาพูดคุยเรื่องนี้กันครับ
              การเปิดบัญชีโดยปกติจะไปเปิดที่บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ โดยบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเดียวกับธนาคาร โดยธนาคารแทบทุกที่ในไทยจะมีหลักทรัพย์เป็นของตัวเอง ซึ่งแต่ละบริษัทจะมีกฎเกณฑ์เบื้องต้นต่างๆ เช่น เปิดขั้นต่ำเท่าไหร่ เปิดแล้วมีค่า commission เท่าไหร่ (อันนี้เดี๋ยวอธิบาย)  ซึ่งเราจะบอกขั้นตอนเริ่มต้นทีละอย่างๆ ไปเพื่อทำความเข้าใจและไม่มึนงงในขณะอ่าน(หรืออาจจะงงกว่าเดิม?)
           การเปิดบัญชีหลักทรัพย์วิธีการพิจารณาว่าเราควรจะเปิดหลักทรัพย์ไหนมีวิธีดูมีดังนี้
  1. จำนวนเงินเปิดขั้นต่ำ แต่ละที่จะมีขั้นต่ำต่างๆกันไป จากประสบการณ์ขั้นต่ำน้อยที่สุดที่พบ คือ 5,000 บาท หมายความว่าเพียงคุณมีเงินแค่ 5,000 บาทก็สามารถเล่นหุ้นได้แล้ว 
  2. ประเภทบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์  โดยบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์จะมีอยุ่ 3 แบบคือ                                                    2.1 Cash Balance เป็นหลักทรัพย์ที่ แสดงมูลค่าเงินในบัญชีที่มีอยู่ มีเท่าไหร่เล่นได้เท่านั้น เช่นถ้าคุณมีเงิน 5,000 บาท แสดงว่าคุณจะสามารถเล่นหุ้นในจำนวนเงิน 5,000 บาท มากกว่านี้ไม่ได้แต่ข้อเสียคือ เวลาจะถอนเงินออกจากบัญชีจะเข้าในวันที่ T+3 พูดเป็นภาษาคนคือ จะได้เงินอีกสามวันหลังจากที่เรากดคำสั่งถอนเงินแล้ว ซึ่งไม่สามารถรับเงินได้ทันที            2.2 Credit Balance  เป็นหลักทรัพย์ที่ต้องกู้เงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ โดยจะต้องนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันในการกู้เงิน หรืออาจจะขอกู้เงินจากบริษัทมาเล่นโดยเสียอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามที่บริษัทกำหนด ส่วนใหญ่ผู้ที่ใช้บัญชีแบบนี้จะเป็นผู้ที่มีเงินระดับหนึ่ง ผู้ที่ผ่านตลาดมาในระดับหนึ่ง หรือผู้ถือหุ้นขนาดใหญ่ ที่วิเคราะห์แล้วว่ากำไรที่ได้จะคุ้มกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย        2.3 Cash  Account เป็นหลักทรัพย์ ที่กำหนดวงเงินของเราว่าจะสามารถเล่นได้เท่าไหร่ตามวงเงินที่หลักทรัพย์กำหนด วงเงินที่สามารถเล่นได้ขึ้นอยู่กับว่า หลักฐานที่เข้ามาแสดงขอวงเงินนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่ ซึ่งจะต้องมีการวางหลักประกัน 15 % เพื่อซื้อหลักทรัพย์เหมาะสำหรับ Trader หรือ ผู้ที่ลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่                                     โดยส่วนตัวสำหรับมือใหม่แนะนำหลักทรัพย์ประเภท Cash Balance เพราะขั้นต่ำน้อย และเหมาะกับผู้เริ่มต้น
  3. ค่า Commission เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อและขายหุ้น โดยจะคิดหากมีการซื้อขายหุ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ค่านี้เปรียบเสมือนค่าธรรมเนียมหรือค่านายหน้าที่ต้องเสีย โดยหลักทรัพย์แต่ละที่จะมีอัตราค่าดังกล่าวที่ต่างกันออกไป ตามที่บริษัทกำหนด และนอกจากจะเสียค่า Comเmission แล้วยังต้องเสียภาษีอีก 7 % ด้วย เพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจขอยกตัวอย่างดังนี้                                                                            สมมุติว่า เราซื้อหุ้น 1,000 หุ้นในราคา 3 บาท                                                                     ปกติเราต้องใช้เงิน 1,000 x 3 = 3,000 บาท                                                                               แต่ถ้ารวม Commission จะต้องเสียประมาณ (สมมุติว่าเสียค่าคอม 0.25%) 0.0025 x 3000 = 7.5   รวมกับภาษีอีก 7 % จะได้ 7.5 x 0.07 = 0.525                                                                                    ดังนั้นเงินที่ต้องเสียเพื่อซื้อหุ้นตัวนี้จริงๆคือ 3000 + 7.5 + 0.525 = 3,008.025  บาท                                            กลับกันถ้าขายหุ้น 1000 หุ้นในราคา 3 บาท                                                                       ปกติเราต้องใช้เงิน 1,000 x 3 = 3,000 บาท                                                                               แต่ถ้ารวม Commission จะต้องเสียประมาณ (สมมุติว่าเสียค่าคอม 0.25%) 0.0025 x 3000 = 7.5   รวมกับภาษีอีก 7 % จะได้ 7.5 x 0.07 = 0.525                                                                                    ดังนั้นเงินที่ได้จากการขายหุ้นตัวนี้จริงๆคือ 3000 - 7.5 - 0.525 = 2,991.975  บาท                                      สำหรับมือใหม่ในการเล่นหุ้นส่วนใหญ่แนะนำให้หาค่า Commission ถูกๆ เพราะจะลดค่าใช้จ่ายในการเสียค่าบริการดังกล่าว หรือตามแต่กรณีดังนี้                                                               3.1 ถ้าคุณชื่นชอบการ Trade การซื้อขายหลักทรัพย์ค่อนข้างบ่อย ซื้อมาและขายไป ถือในระยะสั้น แนะนำให้หาหลักทรัพย์ที่ค่า Commission ถูกๆหรืออัตราในระดับต่ำ                                              3.2 สำหรับผู้ที่ถือหุ้นในระยะยาว หรือนานๆจะซื้อขายหุ้นซักครั้งนึง สามารถเลือกได้ทั้งสองแบบ (แต่มักจะเลือกค่า Commission ต่ำอยู่ดี) และควรมีการดูองค์ประกอบอื่นๆ ในการตัดสินใจ เช่น ข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ ข่าวสารและการบริการ โบรกเกอร์ที่รับผิดชอบลูกค้า เป็นต้น    
  4. โบรกเกอร์ (Broker) โบรกเกอร์คือผู้รับผิดชอบในการดูความเคลื่อนไหวของตลาดการซื้อขาย ดูราคา ให้คำแนะนำ ให้บริการแก่ลูกค้าต่างๆ ซึ่งหลักในการเลือกโบรกเกอร์ เบื้องต้นมีดังนี้                                  4.1 Single License สิ่งที่โบรกเกอร์ทุกคนต้องมี เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการยืนยันว่าเป็นเจ้าหน้าที่อย่างถูกกฎหมาย                                                                                                                              4.2 ดูประวัติของโบรกเกอร์ที่รับผิดชอบว่า มีการดำเนินงานดีหรือไม่ มีประวัติการทำงานที่ทำให้ลูกค้าเสื่อมเสียหรือไม่                                                                                                                            4.3 รุปแบบบริการ บริบทของ Broker นั้นว่ามีสไตล์อย่างไร ข้อนี้ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหากันเยอะเพราะ โบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับเรา ควรจะมีรูปแบบที่มีความคล้ายกับเรา เช่น ถ้าคุณเป็นนักลงทุนสาย VI คุณคงไม่อยากที่จะได้ Broker ที่โทรศัพท์หาคุณบอกราคานี้ควรซื้อควรขายตลอดเวลาแน่ๆ หรือนักลงทุนที่เป็นสาย Technical ก็คงไม่อยากที่จะพบ Broker ที่ไม่ติดต่อหาเราเลย ไม่สนใจไม่หาข้อมุล ไม่สามารถตอบคำถามที่เราต้องการ วิเคราะห์ควรซื้อควรขาย แนวโน้มต่างๆดังนั้นเราครจะหาโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับเรา พูดกันถูกคอ จะได้ง่ายต่อการสื่อสาร และเข้าใจกันมากขึ้น 
  5. บทวิเคราะห์ ทุกๆบริษัทหลักทรัพย์จะมีบทวิเคราะห์ต่างๆให้เราได้อ่านกันโดยจะมีการอธิบายและแนะนำว่าควรซื้อหุ้นตัวนี้ควรขายตัวนี้บอกข่าวเศรษฐกิจวิเคราะห์เศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ อธิบายข้อมูลต่างๆ ซึ่งจำเป็นมากในการเล่นหุ้น โดยเราควรจะหาโบรกที่มีบทวิเคราะห์ที่ดี หมายถึงมีบทวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือ มีรายละเอียดที่น่าสนใจ                                                                                    แต่เดี๋ยวก่อน.......... น่าแปลกใจที่ บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะทำให้นักลงทุนมีปัญหาขาดทุนเป็นส่วนมาก ทั้งที่ บทวิเคราะห์ก็ออกจะดี แต่ทำไมบางทีมันถูกบางทีมันก็ไม่ค่อยถูกเลยหล่ะ  สาเหตุหลักๆ ก็คือ                                                                                                             5.1 บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะวิเคราะห์กันหลังจากที่ราคาได้สะท้อนตามตลาดไปแล้ว  จากที่พบบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะออกหลังจากราคาได้เดินไปไกลแล้ว พอเราจะซื้อตามบทวิเคราะห์ก็จะพบว่าตัวเองติดดอยไปซะแล้ว ซึ่งบทวิเคราะห์ก็ไม่ต่างจากข่าวในหนังสือพิมพ์ ที่บางข่าว เค้ารู้กันตั้งแต่ เข้าไปดูในโพส Facebook หรือ line กันแล้ว                                                                     5.2 บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะให้ราคาเป้าหมายหรือ มองแนวโน้มที่ดูเกินจริง เช่น บทวิเคราะห์ฺบอกว่า ราคาจะขึ้น 5 บาท แน่นอน แต่ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 50 สตางค์ หรือ 1 บาท มุมมองบทวิเคราะห์ที่ดูมองโลกในแง่ดีเกินไป ประหนึ่งในทุ่งลาเวนเดอร์ก็มิปาน                         วิธีในการดูบทวิเคราะห์ที่ดีที่สุดคือ การดูบทวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจโดยรวมและกลุ่มอุตสาหกรรม เท่านั้น อย่าดูการแนะนำให้ซื้อหรือขายหุ้นต่างๆ จากนั้นเราจึงนำมาคิดวิเคราะห์เองว่า ถ้ามองดูตามความเป็นจริง ดูสภาพตลาด กราฟหุ้น สถานการณ์โดยรอบ ว่าจริงหรือไม่  จากนั้นจึงมองแนวโน้มเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แล้วก็ซื้อหุ้นที่เหมาะสม  แต่ก็มีเรื่องตลกร้าย ผมเคยเข้าไปพูดคุยกับ เศรษฐีหุ้นท่านหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสมถะและพอเพียง ท่านเล่นหุ้นจนร่ำรวย และได้บอกว่า ตั้งแต่เริ่มเล่นหุ้นมา จนปัจจุบันนี้ เวลาลงทุน เค้าไม่อ่านบทวิเคราะห์เลยซักที่ มีบทวิเคราะห์มาให้ตลอด ก็ไม่สนใจ ไม่ได้คิดจะอ่านเลย สาเหตุเนื่องจาก บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะมีความคิดเห็น ที่มีความเห็นส่วนตัวหรือคติของผู้เขียนปะปนอยู่ ไม่ทางไหนก็ทางหนึ่ง ทำให้คนอ่านบทวิเคราะห์มักจะเกิดความหันเห หรือเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในการตัดสินใจวางแผนของตัวเอง ซึ่งส่งผลให้เกิดความผิดพลาด และขาดทุนในที่สุด                                                                       สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การวางแผนคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง อย่าให้บทวิเคราะห์มาควบคุมตัวเรา และถ้าหากเกิดทำตามบทวิเคราะห์ แล้วผิดพลาด หรือ เกิดขาดทุน ก็ ควรโทษตัวเอง อย่าโทษบทวิเคราะห์โดยเด็ดขาด เพราะ คุณเป็นคนตัดสินใจซื้อขายหุ้น เอง ไม่ใช่นักวิเคราะห์     หลังจากที่คุณสามารถหา บริษัทหลักทรัพย์ที่สนใจได้แล้ว สิ่งทีต้องเตรียมก็จะมี                                         1.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน                                   2.สำเนาทะเบียนบ้าน                                         3.สำเนาบัญชี ย้อนหลัง 6 เดือน (สามารถขอได้ที่ ธนาคารที่คุณเปิดบัญชีอยู่)  
          หรืออาจจะนำตัวจริงไปให้เค้าจัดการถ่ายเอกสารให้เลยก็ได้
   จากนั้นถ้าไปเปิดบัญชี เค้าจะให้ทำแบบสอบถาม ซึ่งเป็นแบบสอบถามที่บอกว่า เรารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน โดยแต่ละที่จะสอบถามว่าจะเปิดพอร์ตแบบประเภทไหน รูปแบบการติดต่อซื้อขาย (อินเนอร์เน็ตหรือโทรศัพท์บอกคำสั่ง) พอทำเสร็จก็จะต้องรอเพื่อให้เค้ารับรองว่า ได้เปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการแจ้งว่าสามารถใช้บัญชีหลักทรัพย์ภายในกี่วันก็ว่าไป จากนั้นก็จะมีการยืนยันว่าเปิดบัญชีซื้อขายได้ แล้วในที่สุดเราก็สามารถซื้อขายหุ้นได้แล้วเย้!!!!!
  คราวหน้าจะกลับมาบอกว่า โปรแกรมหรือส่วนประกอบเบื้องต้น ข้อมูลเบื้องต้นมีอะไรบ้างโปรดติดดาม......
ปล. ถ้ามีอะไรผิดพลาดหรือมีข้อที่ขาดหายไป ก็ขออภัยหรืออาจจะสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ
                                                                                                                                                                                                                                                                       

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

2.เริ่มต้นก่อนเล่นหุ้น (การออม)

เริ่มต้นก่อนการเล่นหุ้น (การออม)

      การออมเงิน เป็นการเก็บเงินวิธีหนึ่งที่ง่ายและสะดวก นอกจากช่วยให้เรามีเงินสำรองในการดำรงชีวิตแล้ว ยังช่วยให้เราสามารถมีเงินไปต่อยอดให้งอกเงยได้อีกทั้งจากการลงทุน(เล่นหุ้น) และ การทำธุรกิจ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากในการทำให้เงินงอกเงยเป็นทวีคูณ
                 ความล้มเหลวของนักเล่นหุ้น
     ปกติพอนึกถึงการเล่นหุ้นคนส่วนใหญ่ที่พบมักจะมีคำถามต่างๆมากมายซึ่งล้วนเป็นคำถามโลกแตก ที่คนไม่เคยเล่นหุ้นชอบถามกันมักจะเป็นแบบนี้
  • ต้องใช้เงินมากมั้ย ใช้เงินประมาณเท่าไหร่
  • มีวิธีเปิดบัญชีอย่างไร เปิดที่ไหนดี
  • มีวิธีเล่นยังไงให้ประสบความสำเร็จ
แต่จากประสบการณ์จริงแล้วคำถามมักจะเป็นแบบนี้ซะมากกว่า

  • หุ้น AAA ตัวนี้ซื้อดีมั้ยได้ข่าวว่ามันจะขึ้น
  • ตัวนี้โบรกที่หลักทรัพย์นี้แนะนำมา ซื้อตัวนี้ดีกว่า
  • เว็บพื้นสีน้ำเงินๆ บอกตัวนี้ดีซื้อดีกว่า
  • ก็แค่ซื้อหุ้นแล้วก็ถือตัวนี้ไปยาวๆ แค่นั้นแหละไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย
  • มีหุ้นตัวไหนดีๆ แนะนำหน่อยสิ เอาแบบถือแล้วขึ้นแรงๆเลยนะ
  • คนอื่นซื้อกัน ซื้อตามดีกว่า
         จริงๆมีอีกเยอะ แต่กลัวจะเบื่อไปซะก่อนเอาแค่นี้ก่อนละกัน

    นี่เป็นปัญหาระดับชาติที่คนส่วนใหญ่พบเจอกันซึ่งก็ให้ประสบความล้มเหลวกันไป บางคนโทษนู่นโทษนี่ตามเวรตามกรรมตามมีตามเกิด นอกจากนี้สิ่งที่ผมพบเจอมากที่สุดในการเล่นหุ้นก็คือ การนำเงินเก็บทั้งหมดที่มาลงทุนในหุ้นทั้งหมด โดยคิดว่าจะได้กำไรจากการเล่นหุ้นมหาศาล ซึ่งความเป็นจริงแล้ว  สิ่งที่ผิดพลาดของคนเล่นหุ้นมากที่สุดคือ 

  • การเล่นหุ้นโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า 
  • การตัดสินใจโดยไม่มีเหตุผลไตร่ตรอง 
  • ความโลภ ขาดสติต่างๆ
 ปกติตลาดหุ้น ที่นักลงทุน หรือ คนเล่นหุ้นเห็นจะเป็นแบบนี้

 แต่คนที่หวังว่าการเล่นหุ้นจะรวยเร็ว รวยทางลัด  ตลาดหุ้นที่เขาเห็นจะเป็นแบบนี้

    เอาจริงๆ เราเริ่มออกทะเลไปไกลแล้วเข้าเรื่องเลยละกัน
          เริ่มต้นด้วยการออม
        สิ่งสำคัญในการเริ่มต้นเล่นหุ้นจริงๆ คือ การออมเงิน ผู้อ่านที่เข้ามาอ่านอาจจะสงสัยว่านี่เรามาคุยเรื่องหุ้น แล้วเรามาเริ่มคุยเรื่องการออมยังไง เริ่มคุยเรื่องหุ้นไม่ดีกว่าหรือ
        คำตอบคือ การออมเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุน ถ้าคุณไม่มีเงินออม คุณจะไม่มีเงินมาลงทุนเล่นหุ้นอะไรได้เลย ยกเว้นว่าคุณจะมีเงินเย็น (เงินเก็บที่คุณมั่นใจว่าไม่จำเป็นต้องใช้แน่ๆไม่เกี่ยวกับการเอาเงินไปใส่ตู้เย็นแต่ประการใด) อยู่แล้วนอกจากนี้ การออมเป็นการสร้างระเบียบวินัยในการใช้เงิน ซึ่งจำเป็นอย่างมากในการลงทุนต่างๆถ้าคุณไม่มีระเบียบวินัยแม้ว่าจะทำอะไรก็ตามคุณก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้
        แล้วเริ่มต้นเท่าไหร่ดี
    แล้วคำถามคือ ควรจะออมเงินประมาณเท่าไหร่ดี ขอบอกไว้ก่อนว่า แต่ละคนนั้นมีระดับการออมที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ เงินเดือนที่ได้ สภาพหนี้สินที่มี และ เป้าหมายในการออม  ขั้นตอนพื้นฐานในการออมหลักก็จะมี

  1. การจดบันทึกรายรับรายจ่าย  เป็นการจดบันทึกรายรับรายจ่ายในแต่ละวันว่าเราใช้เงินไปกับอะไรบ้างในแต่ละวัน การจดบันทึกช่วยให้เรารู้ว่าเราใช้จ่ายในแต่ละวันไปกับอะไรบ้าง ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยคำนวนรายจ่ายในแต่ละวันแต่ละเดือน การจดบันทึกรายรับรายจ่ายช่วนให้เรารื้อฟื้นความจำ สามารถควบคุมการใช้จ่ายของเราได้ เหมาะสำหรับทุกๆคนโดยเฉพาะ กลุ่มธุรกิจครัวเรือน ผู้คนที่อยากทราบรายจ่ายแต่ละวัน แต่ข้อเสียคือ คนส่วนใหญ่มักจะขึ้เกียจจดกัน(รวมถึงคนเขียนด้วย) 
  2. การออมเงินล่วงหน้า วิธีนี้อาจจะดูแปลกๆ ไปซักหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าได้ผล นั่นคือการเก็บเงินก่อนที่จะนำเงินไปใช้จ่าย โดยปกติถ้าเราได้เงินมาส่วนใหญ่จะเป็นแบบข้างล่างนี่                                  รายได้  ⇒⇒⇒⇒ รายจ่ายใช้เงินต่างๆ ⇒⇒⇒⇒ เงินเก็บและเงินออม                      แต่ว่าเราจะทำแบบนี้แทน                                                                                                                     รายได้ ⇒⇒⇒⇒  เงินเก็บและเงินออม ⇒⇒⇒⇒ รายจ่ายใช้เงินต่างๆ                                                      คำถามคือทำไมถึงต้องใช้วิธีนี้ ??                                                                                  จากประสบการณ์ที่พบเจอมา เห็นว่า การเก็บเงินแบบวิธีแรก มักจะไม่มีเงินเก็บ หรือมีเก็บในอัตราที่ต่ำ เนื่องจากพฤติกรรมความเคยชินการใช้เงินของคนส่วนใหญ่ ที่มักจะเก็บเงินกันไม่ค่อยอยู่ ดังนั้น การที่เราเก็บเงินก่อนทันที แล้วนำเงินที่เหลือไปใช้จ่าย จึงเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว                                                                                                                   แล้วเก็บเงินเท่าไหร่ดี??                                   คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนมีรายรับเท่าไหร่เพราะแต่ละคนมีรายรับที่ไม่เท่ากัน  แต่ละคนจึงมีปริมาณการเก็บเงินที่ไม่เท่ากัน รายรับน้อยก็มีการเก็บเงินน้อย รายรับมากก็มีการเก็บเงินที่มาก แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรเก็บเงินมากเกินไปจนทำให้เกิดผลกระทบในชีวิตประจำวัน เช่นเก็บเงินจนไม่มีเงินกินข้าวเป็นต้น                                               แต่ถ้าถามตัวเองยังไม่รู้ว่า ควรเก็บเงินเท่าไหร่ดี ผมแนะนำให้เก็บเงินร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 20 ของรายได้ก่อนเช่น ถ้าคุณมีรายได้ต่อเดือน 10,000 บาท ก็ควรจะเก็บเงิน ประมาณ 1,000 ถึง 2,000 บาท เป็นต้น  
  3. ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น วิธีนี้ดูเหมือนง่ายแต่จริงๆแล้วทำยาก เพราะ เป็นการควบคุมพฤติกรรมของเราเอง ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้ บางทีคุณอาจจะเห็น สิ่งของที่กระตุ้นความอยากซื้อมากๆ เช่น โทรศัพท์ ของใช้ต่างๆ รถยนต์ อุปกรณ์คอม เครื่องสำอาง ฯลฯ   ซึ่งเราต้องถามตัวเองในใจก่อนว่า ควรจะซื้อจริงหรือไม่ แต่ถ้าสิ่งของนั้นเป็นเป้าหมายในการเก็บเงินของคุณ เช่นเก็บเงินไปซื้อคอมหรือเครื่องสำอาง อันนี้ไม่ถือว่าผิดเพราะ เป็นเป้าหมายในการออมเงินเพื่อซื้อ อันที่จริง การเก็บเงินควรจะเก็บเงิน ตามทฤษฎีแล้วควรจะทำตามระบบไปตลอดแต่จากประสบการณ์แล้ว เราเป็นคนไม่ใช่หุ่นยนต์ คนเราทุกคนย่อมมีสิ่งที่อยากได้อยากมีอยู่แล้ว  ดังนั้นการจ่ายเงินเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการจึงไม่ใช่เรื่องผิด วิธีดังกล่าวเปรียบเสมือนการให้รางวัลแก่ตัวเองวิธีหนึ่ง  ซึ่งช่วยให้เรามีกำลังใจในการออมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้เรารู้คุณค่าของสิ่งของที่ได้มา นั้นมีค่าแค่ไหน เป็นการลดความฟุ่มเฟือยของเราทางอ้อมได้ดีอีกวิธีหนึ่ง
  จากที่กล่าวมาข้างต้น เป็นวิธีการเก็บเงินที่เข้าใจง่ายและเป็นจุดเริ่มต้นของการมีรายได้เสริม การลงทุน และมีเงินเก็บไว้ใช้ในเกษียณ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเก็บเงิน ควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้หรือตอนที่อายุยังน้อยอยู่ เพราะยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าใกล้เป้าหมายได้เร็วขึ้นเท่านั้นไม่แน่บางทีเวลาผ่านไป คุณอาจจะพบว่าเงินที่คุณเก็บอาจจะมีจำนวนเป็นแสนหรือมากกว่านั้นก็ได้ใครจะไปรู้

   แต่การออมเงินอย่างเดียวโดยไม่ลงทุนเลยก็เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง ครั้งหน้าเราจะมาบอกว่า
 ทำไมการเก็บเงินอย่างเดียวโดยไม่ทำอะไรกับมันเลยเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง และมีวิธีการเริ่มต้นในการเล่นหุ้นอย่างไรบ้าง สัปดาห์หน้าอย่าพลาดชม





วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

1.จุดเริ่มต้น (นี่เรามาทำอะไรที่นี่)

จุดเริ่มต้นการเขียน (เรามาทำอะไรที่นี่)
         


เกริ่นกันก่อน
         นับตั้งแต่เกิดมา 20 กว่าปีแล้ว เริ่มต้นจากการเกิด เข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ชีวิตดูค่อนข้างจะธรรมดา มีงานประจำที่มั่นคง มีกินมีใช้ อยากทำอะไรก็ทำ ชีวิตไม่ขัดสน ตื่นเช้าแต่งตัวไปทำงาน ตอกบัตรตรงเวลา 8โมงครึ่ง ทำงานถึง 11 โมง ก็ต้องรีบลงไปซื้อข้าวกินข้างล่าง เพราะกลัวว่าถ้าไปกินตอนเที่ยงคนจะเยอะหาที่กินไม่ได้ บางวันงานเยอะทำงานจนเที่ยง เดือนร้อนเพื่อนร่วมงานต้องชวนกินข้าวเที่ยง อาหารเที่ยงก็อาหารตามสั่ง ไม่ก็ร้านขายข้างแกงใกล้ๆ รีบๆ หน่อยก็ไปซื้อที่เซเว่นเอาสะดวกดี
พอกินเสร็จก็ทำงาน(บางทีก็พูดคุยกับเพื่อน เม้าท์มอยตามประสาคนวัยทำงาน) 
     พอตกเย็นก็กลับบ้านที่ไหนได้ เจ้านายสั่งมีงานด่วนต้องการวันนี้อีก เวรกรรม.......ตั้งนานไม่สั่ง แทนที่จะได้กลับบ้านก็ไม่ได้กลับ ทำงานประหนึ่ง OT ก็ไม่ปาน กว่าจะได้กลับก็ทุ่มสองทุ่ม หรืออาจนานกว่านั้น พอจะกลับเวรกรรมรถเสือกติดอีก นี่มันแยกแครายสาขา 2 เหรอวะ กว่าจะถึงบ้านก็อืมมมม นะ ถึงบ้านปุ๊บก็อาบน้ำแปรงฟัน ตั้งใจว่าจะนอนพรุ่งนี้ไปทำงาน เอ๊ะ Line เด้งเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาลัยชวนคุย คุยเสร็จว่างๆ เปิดดู Facebook มามีเรื่องน่าสนใจ ก็เข้าไปดู ดูไปดูมา อ้าวเที่ยงคืนแล้วรีบนอนดีกว่า เดี๋ยวตื่นสาย เจ้านายด่าตัดเงินเดือน ทุกวันชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ บางคนอยากให้ถึงวันหยุดเร็วๆ บางคนโชคดีหน่อยได้ทำงานที่ชอบ ก็แทบจะไม่อยากให้ถึงวันหยุด อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรักไปเรื่อยๆ
       พอวันเงินเดือนออก แต่ละคนก็ได้เงินไปใช้ในรูปแบบแตกต่างกันไป บางคนเอาไปใช้หนี้ทั้งจากตัวเองหรือทางบ้าน บางคนเอาไปซื้อของที่ตัวเองอยากได้ บางคนก็อาจจะเอาไปฝากธนาคารออมเงินในรูปแบบต่างๆ บางคนเก็บเงินไปลงทุนทำธุรกิจในฝัน บางคนก็เอาไปให้พ่อแม่ บางคนสายเปย์ แต่ละคนมีเป้าหมายการกระทำไม่เหมือนกัน ตามแต่เฉพาะของบุคคล
      แต่เวลาผ่านไป อายุเริ่มมากขึ้น ภาระเริ่มมากขึ้น ทั้งจากทางบ้าน หนี้สินต่างๆ ค่าเช่าหรือผ่อนบ้านค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าผ่อนรถ ค่าบัตรเครดิต ค่าเลี้ยงลูก (บางคนไม่มีค่าเลี้ยงลูก มีแต่ค่าเลี้ยงนกแทน จีบใครไม่ติดนกตลอด เลี้ยงจนจะแข่งกับสวนนกชัยนาทได้แล้ว) ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่มากขึ้น บางคนมีวินัยในการออมดี ย่อมไม่มีปัญหาแต่บางคนไม่ได้สร้างวินัยในการออมเงินแต่แรก เกิดปัญหาไม่มีเงินใช้ในวันเกษียณ บางคนมีปัญหาทั้งที่ตัวเองยังไม่เกษียณด้วยซ้ำ รายจ่ายเป็นเดือนชนเดือน ไปกู้เงินตรงนั้นมาใช้หนี้ตรงนี้ ก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เป็นวงจรที่ไม่มีวันจบสิ้น
       แล้วเกี่ยวอะไรกับหุ้น
      ที่อ่านมาข้างต้นนั้นเป็นเรื่องสมมติ ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้เขียนแต่อย่างใด อ้าว อ่านมาตั้งนานเสียเวลาชิป เขียนเพื่อ!!!! อ๋อ คือที่เขียนนี่คือเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่บางคนเคยเจอมา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตัวผมก็เจอ คนส่วนใหญ่รอบๆตัวก็จะเป็นแบบนี้ ซะส่วนใหญ่ นับตั่งแต่ผมเรียนจบ ผมก็สมัครงานในที่ต่างๆ ในตำแหน่งที่ตัวเองต้องการจะเรียนรู้ในสายงาน แต่อนิจจา ไม่มีใครรับเลย!!!!!! ทั้งเกรดที่ห่วย ลามไปถึงบุคลิกที่ไม่ดี ชีวิตช่างบัดซบอะไรขนาดนั้น 
     แต่เนื่องด้วยตัวเองศึกษาเรื่องหุ้น ตั้งแต่อยู่ในช่วงกำลังศึกษามหาวิทยาลัย ก็ยังมีเงินพอประทังชีวิตไปได้บ้าง อ้อพูดถึง ในมหาวิทยาลัยเพื่อนๆ ที่รู้จัก เล่นหุ้นกันจริงจังทั้งนั้น บางคนได้กำไรจำนวนมาก บางคนขาดทุนยับ นอกจากนี้พอเข้าไปดูคนที่เล่นหุ้น บางคนมีจุดประสงค์ต่างๆกัน บางคนอยากรวย บางคนอยากมีเงินเก็บ บางคนต้องการมีชื่อเสียง บลาๆ แต่จากที่สังเกต พบว่าคนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนใหญ่ขาดทุนยับ ผิดพลาดมหาศาล จากนั้นก็โทษนู่นโทษนี่ โทษดวง โทษคนให้ข้อมูลข่าวสาร โทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง (เวรกรรม......) ปัญหาดังกล่่าวเกิดจากการคิดว่า การเล่นหุ้นนั้น ทำให้รวยเร็ว ง่าย สะดวก ซึ่งในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่เลย การเล่นหุ้นที่ดีต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ มีวินัย และ การเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน เพราะฉะนั้นการจะประสบความสำเร็จไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องมีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ 
      หลังจากที่สอบ Single License ไม่ผ่านเป็นครั้งที่ 89 ผมก็พร้อมที่จะเขียนแนวทางการเล่นหุ้นของตัวผม ซึ่งผม ไม่ได้ร่ำรวยอะไร พอร์ดเท่ามด ปัจจุบันยังตกงานอยู่ และ พร้อมจะเจ๊งได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น Blog นี้จึงไม่ใช่ Blog ที่บอกว่าหุ้นตัวไหนดี หุ้นตัวไหนทำให้รวย และไม่ใช่ Blog ที่จะบอกว่า ทำแบบนี้แล้วจะรวยได้เพราะตัวชี้วัดว่า จะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับตัวคุณเองเท่านั้น และแต่ละคนมีความถนัดในรูปแบบที่ต่างกัน ผมจึงไม่สามารถบอกได้ว่าแบบไหนที่ดีกว่า โอเคขอตัดจบแบบละครไทย!!!! 
ปล . พอดีเป็นมือใหม่เขียนครั้งแรกถ้าหากมีข้อผิดพลาดก็ขออภัย จะได้นำกลับไปแก้ไขแล้วพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น