วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

3.เริ่มต้นก่อนเล่นหุ้น (ควรเปิดบัญชีหุ้นที่ไหนดี)

เริ่มต้นก่อนเล่นหุ้น (การเปิดบัญชีหุ้น)


    

คำเตือน บทความนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อโฆษณาหรือชังจูงให้ซื้อผลิตภัณฑ์การลงทุนเจ้าใดเจ้าหนึ่งโปรดใช้จักรยานในการรับชม
     
        หลังจากครั้งที่แล้วที่เราได้บอกเกี่ยวกับการออมไปแล้ววันนี้เราจะมาบอกเกี่ยวกับการเปิดบัญชีหุ้นซึ่งมีทั้งขั้นตอนการเปิด ขั้นตอนการเปิดเบื้องต้น วิธีดูโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับเรา และข้อสังเกตอื่นๆที่ควรทราบเกี่ยวกับการเปิดบัญชีต่างๆ
            จากรูปข้างต้น ซึ่งเราจะเห็นได้ทั่วไป ในสถานที่ต่างๆ ทั้งห้างสรรพสินค้าชื่อดัง งานมหกรรมการลงทุนต่างๆ โดยผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการลงทุนจำนวนมาก ก็จะเข้าไปดูและสอบถามพนักงานซึ่งมาจากหลักทรัพย์ในที่ต่างๆ เข้ามาอธิบายข้อมูลเกี่ยวกับการเปิดบัญชี โปรโมชั่นต่างๆ เพื่อให้เราไปเปิดบัญชีกับหลักทรัพย์เจ้านั้นๆ แต่คำถามคือ จะเปิดหลักทรัพย์เจ้านี้ดีมั้ย เปิดแล้วจะโอเครึุเปล่า วันนี้เราจะมาพูดคุยเรื่องนี้กันครับ
              การเปิดบัญชีโดยปกติจะไปเปิดที่บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ โดยบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเดียวกับธนาคาร โดยธนาคารแทบทุกที่ในไทยจะมีหลักทรัพย์เป็นของตัวเอง ซึ่งแต่ละบริษัทจะมีกฎเกณฑ์เบื้องต้นต่างๆ เช่น เปิดขั้นต่ำเท่าไหร่ เปิดแล้วมีค่า commission เท่าไหร่ (อันนี้เดี๋ยวอธิบาย)  ซึ่งเราจะบอกขั้นตอนเริ่มต้นทีละอย่างๆ ไปเพื่อทำความเข้าใจและไม่มึนงงในขณะอ่าน(หรืออาจจะงงกว่าเดิม?)
           การเปิดบัญชีหลักทรัพย์วิธีการพิจารณาว่าเราควรจะเปิดหลักทรัพย์ไหนมีวิธีดูมีดังนี้
  1. จำนวนเงินเปิดขั้นต่ำ แต่ละที่จะมีขั้นต่ำต่างๆกันไป จากประสบการณ์ขั้นต่ำน้อยที่สุดที่พบ คือ 5,000 บาท หมายความว่าเพียงคุณมีเงินแค่ 5,000 บาทก็สามารถเล่นหุ้นได้แล้ว 
  2. ประเภทบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์  โดยบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์จะมีอยุ่ 3 แบบคือ                                                    2.1 Cash Balance เป็นหลักทรัพย์ที่ แสดงมูลค่าเงินในบัญชีที่มีอยู่ มีเท่าไหร่เล่นได้เท่านั้น เช่นถ้าคุณมีเงิน 5,000 บาท แสดงว่าคุณจะสามารถเล่นหุ้นในจำนวนเงิน 5,000 บาท มากกว่านี้ไม่ได้แต่ข้อเสียคือ เวลาจะถอนเงินออกจากบัญชีจะเข้าในวันที่ T+3 พูดเป็นภาษาคนคือ จะได้เงินอีกสามวันหลังจากที่เรากดคำสั่งถอนเงินแล้ว ซึ่งไม่สามารถรับเงินได้ทันที            2.2 Credit Balance  เป็นหลักทรัพย์ที่ต้องกู้เงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ โดยจะต้องนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันในการกู้เงิน หรืออาจจะขอกู้เงินจากบริษัทมาเล่นโดยเสียอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามที่บริษัทกำหนด ส่วนใหญ่ผู้ที่ใช้บัญชีแบบนี้จะเป็นผู้ที่มีเงินระดับหนึ่ง ผู้ที่ผ่านตลาดมาในระดับหนึ่ง หรือผู้ถือหุ้นขนาดใหญ่ ที่วิเคราะห์แล้วว่ากำไรที่ได้จะคุ้มกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย        2.3 Cash  Account เป็นหลักทรัพย์ ที่กำหนดวงเงินของเราว่าจะสามารถเล่นได้เท่าไหร่ตามวงเงินที่หลักทรัพย์กำหนด วงเงินที่สามารถเล่นได้ขึ้นอยู่กับว่า หลักฐานที่เข้ามาแสดงขอวงเงินนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่ ซึ่งจะต้องมีการวางหลักประกัน 15 % เพื่อซื้อหลักทรัพย์เหมาะสำหรับ Trader หรือ ผู้ที่ลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่                                     โดยส่วนตัวสำหรับมือใหม่แนะนำหลักทรัพย์ประเภท Cash Balance เพราะขั้นต่ำน้อย และเหมาะกับผู้เริ่มต้น
  3. ค่า Commission เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อและขายหุ้น โดยจะคิดหากมีการซื้อขายหุ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ค่านี้เปรียบเสมือนค่าธรรมเนียมหรือค่านายหน้าที่ต้องเสีย โดยหลักทรัพย์แต่ละที่จะมีอัตราค่าดังกล่าวที่ต่างกันออกไป ตามที่บริษัทกำหนด และนอกจากจะเสียค่า Comเmission แล้วยังต้องเสียภาษีอีก 7 % ด้วย เพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจขอยกตัวอย่างดังนี้                                                                            สมมุติว่า เราซื้อหุ้น 1,000 หุ้นในราคา 3 บาท                                                                     ปกติเราต้องใช้เงิน 1,000 x 3 = 3,000 บาท                                                                               แต่ถ้ารวม Commission จะต้องเสียประมาณ (สมมุติว่าเสียค่าคอม 0.25%) 0.0025 x 3000 = 7.5   รวมกับภาษีอีก 7 % จะได้ 7.5 x 0.07 = 0.525                                                                                    ดังนั้นเงินที่ต้องเสียเพื่อซื้อหุ้นตัวนี้จริงๆคือ 3000 + 7.5 + 0.525 = 3,008.025  บาท                                            กลับกันถ้าขายหุ้น 1000 หุ้นในราคา 3 บาท                                                                       ปกติเราต้องใช้เงิน 1,000 x 3 = 3,000 บาท                                                                               แต่ถ้ารวม Commission จะต้องเสียประมาณ (สมมุติว่าเสียค่าคอม 0.25%) 0.0025 x 3000 = 7.5   รวมกับภาษีอีก 7 % จะได้ 7.5 x 0.07 = 0.525                                                                                    ดังนั้นเงินที่ได้จากการขายหุ้นตัวนี้จริงๆคือ 3000 - 7.5 - 0.525 = 2,991.975  บาท                                      สำหรับมือใหม่ในการเล่นหุ้นส่วนใหญ่แนะนำให้หาค่า Commission ถูกๆ เพราะจะลดค่าใช้จ่ายในการเสียค่าบริการดังกล่าว หรือตามแต่กรณีดังนี้                                                               3.1 ถ้าคุณชื่นชอบการ Trade การซื้อขายหลักทรัพย์ค่อนข้างบ่อย ซื้อมาและขายไป ถือในระยะสั้น แนะนำให้หาหลักทรัพย์ที่ค่า Commission ถูกๆหรืออัตราในระดับต่ำ                                              3.2 สำหรับผู้ที่ถือหุ้นในระยะยาว หรือนานๆจะซื้อขายหุ้นซักครั้งนึง สามารถเลือกได้ทั้งสองแบบ (แต่มักจะเลือกค่า Commission ต่ำอยู่ดี) และควรมีการดูองค์ประกอบอื่นๆ ในการตัดสินใจ เช่น ข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ ข่าวสารและการบริการ โบรกเกอร์ที่รับผิดชอบลูกค้า เป็นต้น    
  4. โบรกเกอร์ (Broker) โบรกเกอร์คือผู้รับผิดชอบในการดูความเคลื่อนไหวของตลาดการซื้อขาย ดูราคา ให้คำแนะนำ ให้บริการแก่ลูกค้าต่างๆ ซึ่งหลักในการเลือกโบรกเกอร์ เบื้องต้นมีดังนี้                                  4.1 Single License สิ่งที่โบรกเกอร์ทุกคนต้องมี เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการยืนยันว่าเป็นเจ้าหน้าที่อย่างถูกกฎหมาย                                                                                                                              4.2 ดูประวัติของโบรกเกอร์ที่รับผิดชอบว่า มีการดำเนินงานดีหรือไม่ มีประวัติการทำงานที่ทำให้ลูกค้าเสื่อมเสียหรือไม่                                                                                                                            4.3 รุปแบบบริการ บริบทของ Broker นั้นว่ามีสไตล์อย่างไร ข้อนี้ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหากันเยอะเพราะ โบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับเรา ควรจะมีรูปแบบที่มีความคล้ายกับเรา เช่น ถ้าคุณเป็นนักลงทุนสาย VI คุณคงไม่อยากที่จะได้ Broker ที่โทรศัพท์หาคุณบอกราคานี้ควรซื้อควรขายตลอดเวลาแน่ๆ หรือนักลงทุนที่เป็นสาย Technical ก็คงไม่อยากที่จะพบ Broker ที่ไม่ติดต่อหาเราเลย ไม่สนใจไม่หาข้อมุล ไม่สามารถตอบคำถามที่เราต้องการ วิเคราะห์ควรซื้อควรขาย แนวโน้มต่างๆดังนั้นเราครจะหาโบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับเรา พูดกันถูกคอ จะได้ง่ายต่อการสื่อสาร และเข้าใจกันมากขึ้น 
  5. บทวิเคราะห์ ทุกๆบริษัทหลักทรัพย์จะมีบทวิเคราะห์ต่างๆให้เราได้อ่านกันโดยจะมีการอธิบายและแนะนำว่าควรซื้อหุ้นตัวนี้ควรขายตัวนี้บอกข่าวเศรษฐกิจวิเคราะห์เศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ อธิบายข้อมูลต่างๆ ซึ่งจำเป็นมากในการเล่นหุ้น โดยเราควรจะหาโบรกที่มีบทวิเคราะห์ที่ดี หมายถึงมีบทวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือ มีรายละเอียดที่น่าสนใจ                                                                                    แต่เดี๋ยวก่อน.......... น่าแปลกใจที่ บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะทำให้นักลงทุนมีปัญหาขาดทุนเป็นส่วนมาก ทั้งที่ บทวิเคราะห์ก็ออกจะดี แต่ทำไมบางทีมันถูกบางทีมันก็ไม่ค่อยถูกเลยหล่ะ  สาเหตุหลักๆ ก็คือ                                                                                                             5.1 บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะวิเคราะห์กันหลังจากที่ราคาได้สะท้อนตามตลาดไปแล้ว  จากที่พบบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะออกหลังจากราคาได้เดินไปไกลแล้ว พอเราจะซื้อตามบทวิเคราะห์ก็จะพบว่าตัวเองติดดอยไปซะแล้ว ซึ่งบทวิเคราะห์ก็ไม่ต่างจากข่าวในหนังสือพิมพ์ ที่บางข่าว เค้ารู้กันตั้งแต่ เข้าไปดูในโพส Facebook หรือ line กันแล้ว                                                                     5.2 บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะให้ราคาเป้าหมายหรือ มองแนวโน้มที่ดูเกินจริง เช่น บทวิเคราะห์ฺบอกว่า ราคาจะขึ้น 5 บาท แน่นอน แต่ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 50 สตางค์ หรือ 1 บาท มุมมองบทวิเคราะห์ที่ดูมองโลกในแง่ดีเกินไป ประหนึ่งในทุ่งลาเวนเดอร์ก็มิปาน                         วิธีในการดูบทวิเคราะห์ที่ดีที่สุดคือ การดูบทวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจโดยรวมและกลุ่มอุตสาหกรรม เท่านั้น อย่าดูการแนะนำให้ซื้อหรือขายหุ้นต่างๆ จากนั้นเราจึงนำมาคิดวิเคราะห์เองว่า ถ้ามองดูตามความเป็นจริง ดูสภาพตลาด กราฟหุ้น สถานการณ์โดยรอบ ว่าจริงหรือไม่  จากนั้นจึงมองแนวโน้มเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แล้วก็ซื้อหุ้นที่เหมาะสม  แต่ก็มีเรื่องตลกร้าย ผมเคยเข้าไปพูดคุยกับ เศรษฐีหุ้นท่านหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสมถะและพอเพียง ท่านเล่นหุ้นจนร่ำรวย และได้บอกว่า ตั้งแต่เริ่มเล่นหุ้นมา จนปัจจุบันนี้ เวลาลงทุน เค้าไม่อ่านบทวิเคราะห์เลยซักที่ มีบทวิเคราะห์มาให้ตลอด ก็ไม่สนใจ ไม่ได้คิดจะอ่านเลย สาเหตุเนื่องจาก บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักจะมีความคิดเห็น ที่มีความเห็นส่วนตัวหรือคติของผู้เขียนปะปนอยู่ ไม่ทางไหนก็ทางหนึ่ง ทำให้คนอ่านบทวิเคราะห์มักจะเกิดความหันเห หรือเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในการตัดสินใจวางแผนของตัวเอง ซึ่งส่งผลให้เกิดความผิดพลาด และขาดทุนในที่สุด                                                                       สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การวางแผนคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง อย่าให้บทวิเคราะห์มาควบคุมตัวเรา และถ้าหากเกิดทำตามบทวิเคราะห์ แล้วผิดพลาด หรือ เกิดขาดทุน ก็ ควรโทษตัวเอง อย่าโทษบทวิเคราะห์โดยเด็ดขาด เพราะ คุณเป็นคนตัดสินใจซื้อขายหุ้น เอง ไม่ใช่นักวิเคราะห์     หลังจากที่คุณสามารถหา บริษัทหลักทรัพย์ที่สนใจได้แล้ว สิ่งทีต้องเตรียมก็จะมี                                         1.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน                                   2.สำเนาทะเบียนบ้าน                                         3.สำเนาบัญชี ย้อนหลัง 6 เดือน (สามารถขอได้ที่ ธนาคารที่คุณเปิดบัญชีอยู่)  
          หรืออาจจะนำตัวจริงไปให้เค้าจัดการถ่ายเอกสารให้เลยก็ได้
   จากนั้นถ้าไปเปิดบัญชี เค้าจะให้ทำแบบสอบถาม ซึ่งเป็นแบบสอบถามที่บอกว่า เรารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน โดยแต่ละที่จะสอบถามว่าจะเปิดพอร์ตแบบประเภทไหน รูปแบบการติดต่อซื้อขาย (อินเนอร์เน็ตหรือโทรศัพท์บอกคำสั่ง) พอทำเสร็จก็จะต้องรอเพื่อให้เค้ารับรองว่า ได้เปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการแจ้งว่าสามารถใช้บัญชีหลักทรัพย์ภายในกี่วันก็ว่าไป จากนั้นก็จะมีการยืนยันว่าเปิดบัญชีซื้อขายได้ แล้วในที่สุดเราก็สามารถซื้อขายหุ้นได้แล้วเย้!!!!!
  คราวหน้าจะกลับมาบอกว่า โปรแกรมหรือส่วนประกอบเบื้องต้น ข้อมูลเบื้องต้นมีอะไรบ้างโปรดติดดาม......
ปล. ถ้ามีอะไรผิดพลาดหรือมีข้อที่ขาดหายไป ก็ขออภัยหรืออาจจะสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ
                                                                                                                                                                                                                                                                       

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น