วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560

7.การลงทุนแบบ VI ตอนที่ 2 (จังหวะการซื้อหุ้น)

การลงทุนแบบ VI ตอนที่ 2 (จังหวะการซื้อหุ้น)


  การเล่นหุ้นสิ่งที่สำคัญในการเล่นหุ้นที่สำคัญคือจังหวะการซื้อขายหุ้น การซื้อถูกขายแพงคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในกลุ่มนักลงทุนแนว VI ยิ่งซื้อในราคาที่ถูก ก็จะยิ่งลดความเสี่ยงในการขาดทุนได้ดีที่เดียว
 จากตอนที่แล้ว เราได้บอกกล่าเกี่ยวกับการคัดเลือดหุ้นไปแล้ว ซึ่งการคัดเลือกหุ้นเป็นการลดความเสี่ยงในการขาดทุนเบื้องต้นของนักลงทุนแน่นอนว่านักลงทุนอย่างเราๆคงไม่ต้องการที่จะซื้อหุ้นที่ผลประกอบการไม่ดี บริษัทขาดทุน หรือประสบปัญหาต่างๆ ที่จะส่งผลให้เงินต้นของเราหายไป การคัดเลือกหุ้นจึงช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว แต่ตอนนี้เาจะมาพูดถึงสิ่งที่ทำให้นักลงทุนประสบความสำเร็จ นั่นคือการซื้อขายหุ้น สิ่งที่นักลงทุน VI ต้องการมากที่สุดในการเข้ามาซื้อหุ้นในตลาด ก็คือ การซื้อหุ้นที่ราคาถูกที่สุด และขายหุ้นในราคาที่แพงที่สุด ดูง่ายใช่มั้ยหล่ะ ?? แต่เมื่อซื้อขายหุ้นจริงๆปัญหาที่พบบ่อยที่สุดก็คือ ราคานี้ควรซื้อดีมั้ย ต่ำสุดรึยัง หรือ ถ้าอนาคตราคาลงอีกหล่ะ ?? ขอบอกว่าความวิตกกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องปกติครับ ขอบอกว่าถ้าคุณมั่นใจและมีความรู้ประสบการณ์ คุณจะไม่กังวลเรื่องพวกนี้ เพราะสัญชาตญาณจะบอกคุณเองว่าราคานี้ควรซื้อหรือไม่ ถ้าเราคาดคะเนถูกต้อง มันจะเป็นไปการกลไกของมันเอง ตามที่คุณคาดเดา (แต่ถ้าหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือนอกเหนือการคาดการณ์ ก็ควรจะมีการวางแผนว่าจะทำอย่างไรต่อไป เป็นลำดับขั้นไป เราจึงไม่ต้องแปลกใจหากนักลงทุนแนว VI จะต้องติดตามข่าวสารตลอดเวลา เพราะหากมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง ก็จะสามารถวางแผนและปรับตัวได้ทัน) 
 แล้วหลักในการหาจังหวะซื้อหุ้นควรหาจากไหนหล่ะ ??? คำตอบคือ วัฏจักรเศรษฐกิจครับ
 แล้ววัฏจักรเศรษฐกิจ คืออะไรนิ?? วัฏจักรเศรษฐกิจคือ การเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ซ้ำ ๆ กันของเศรษฐกิจ ซึ่งมี 4 ระยะ คือ ระยะรุ่งเรือง  ระยะถดถอย  ระยะตกต่ำ  และระยะฟื้นตัว  ในแต่ละระยะมีเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน  ในแต่ละระยะไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเท่ากันเสมอไป และอาจใช้เวลาในแต่ละช่วงอยู่ระหว่าง 2 - 5 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงในภาวะเศรษฐกิจ 
  พูดแล้วอาจจะงง เราจะต้องใช้รูปประกอบดีกว่า

  

จากรูปข้างบนเราจะอธิบายเป็นช่วงๆ ดังนี้ 

1.ระยะขยายตัว คือระยะที่เศรษฐกิจที่เริ่มเติบโตมีการบริโภคใช้จ่าย มีความต้องการการผลิต สินเชื่อต่างๆขยายตัว มีความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น ระยะนี้ตลาดหุ้นจะเริ่มขยายตัว ราคาหุ้นจะเริ่มขึ้นซะส่วนใหญ่
2.ระยะรุ่งเรือง คือระยะที่เศรษฐกิจเติบโตพุ่งขึ้นถึงขีดสุด การผลิตและความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูงสุด ถือว่าเป็นยุคเติบโตเต็มที่ แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบเนื่องจากการขยายตัวอย่างเต็มที่แต่แรงงานและวัตถุดิบมีจำกัด จึงทำให้ไม่มีเพียงพอต่อความต้องการขยายตัวของตลาด พอขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบ ก็จะทำให้ราคาแรงงานและวัตถุดิบราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นตามไปด้วย
3.ระยะถดถอย คือระยะที่ทิศทางการลงทุนมีแนวโน้มลดลง การจ้างงาน ความต้องการสินค้า ลดลง  ภาวะที่การผลิตต่ำกว่าความสามารถในการผลิต หรือผลผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด ทำให้ต้องลดปริมาณการผลิตลง ส่งผลให้มีการเลิกจ้างงาน ภาวะการว่างงานจึงสูงขึ้น และรายได้ของประชาชนลดลง 
4.ระยะตกต่ำ ป็นจุดต่ำสุดของภาวะเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย ความต้องการสินเชื่อ และ ความเชื่อมั่นตกต่ำ นโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการผลิตเริ่มเข้ามามีบทบาทและวนกลับไปสู่ระยะถัดไปของวัฎจักร
  หลังจากนั้นก็จะวนกลับสู่จุดที่ 1 แล้วก็วนไปเรื่อยๆ 
 แล้วเราได้อะไรจาก วัฏจักรเศรษฐกิจนี้??
คำตอบคือเราสามารถหาช่วงเวลาในการซื้อได้ ซึ่งสรุปได้ว่า อุตสาหกรรมส่วนใหญ่เราควรซื้อในช่วงระยะตกต่ำ และขายในช่วงระยะรุ่งเรือง เว้นบางอุตสาหกรรมที่ต้องดูตามวงจรออกไปเช่น
1.ระยะขยายตัว มุ่งเน้นสินค้าบริโภคคงทน คือสินค้าที่เมื่อเราบริโภคก็จะไม่หายไป เป็นสินค้าที่อยู่ในกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ
2.ระยะรุ่งเรือง มุ่งเน้นสินค้าวัตถุดิบพื้นฐาน เช่นพวกเหล็ก น้ำมันเชื้อเพลิง ถ่านหิน เป็นต้น เพราะระยะนี้คนต้องการที่จะพัฒนาขีดสุดมีการพัฒนาความเจริญในที่ต่างๆ ส่งผลให้ขยายตัวของอุตสาหกรรมต่างๆที่มากขึ้นทำให้ความต้องการวัตถุดิบพื้นฐานมากขึ้น รวมถึงอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน
3.ระยะถดถอย มุ่งเน้นสาธารณูปโภค เนื่องจากภาวะถดถอยการเติบโตน้อยลง การลงทุนจึงน้อยลงตามไปด้วย สาธารณูปโภค เป็นอุตสสาหกรรมที่คนส่วนใหญ่ต้องการเพราะใช้ในชีวิตประจำวันแลัวมีความมั่นคงสูง เปียบเสมือนอุตสาหกรรมเชิงรับ คือมีความมั่นคงและไม่หวือหวา
4.ระยะตกต่ำ มุ่งเน้นอุตสาหกรรมธนาคาร สถาบันการเงิน เนื่องจากระยะนี้ เอ๊ะ เดี๋ยวนะ??? ระยะนี้ึความต้องการสินเชื่อลดลง อัตาดอกเบี้ยลดลง แล้วมุ่งเน้นกลุ่มธนาคารมันจะดีเหรอ??? จริงๆแล้ว ช่วงตกต่ำ บริษัทกลุ่มประเภทธนาคารหรือสถาบันการเงินมักได้รับความสนใจ เนื่องจาก บริษัทจะประสบปัญหาตั้งแต่ระยะถดถอยแล้ว เวลาผ่านไป เมื่อธนาคารปรับตัวได้ ก็จะต้องการกระตุ้นบริษัท เพื่อเอาตัวรอด ดังนั้นจึงเริ่มมีการกระตุ้นสินเชื่อเพื่อสร้างฐานให้แก่บริษัท น่าสนใจตรงที่ ภาวะตกต่ำเป็นภาวะที่นักธุรกิจบางท่าน เริ่มลงทุนเนื่องจาก มีโอกาสความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจง่ายกว่าภาวะอื่นๆ นักธุรกิจจึงต้องการสินเชื่อเพื่อพัฒนาธุรกิจ ดังนั้นอุตสาหกรรมธนาคารจึงมักเริ่มพื้นตัวในช่วงหลังๆ จนกว่าจะถึงระยะขยายตัว
 แต่อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญในการลงทุนในอุตสาหกรรมใดก็ตามก็คือ การซื้อในช่วงภาวะวิกฤต เพราะมักจะมีหุ้นที่ราคาถูก มีคุณภาพเป็นจำนวนมากจนไม่รู้ว่าจะซื้อตัวไหนดีนั่นเอง นักลงทุน VI จึงรอโอกาสที่ภาวะเศรษฐกิจแย่ หรือราคาหุ้นตก เพิ่งช้อนของถูก แต่ก็ควรมีสติความรอบคอบในการซื้อ และสิ่งสำคัญคือวางแผนอย่างรอบคอบ มองในระยะยาว และมีการจัดการที่ดี เพื่อรับมือสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารพอร์ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ