วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560

6.การลงทุนแบบ VI ตอน 1 (เริ่มต้นการคัดหุ้น)

การลงทุนแบบ VI (เริ่มต้นการคัดหุ้นแบบ VI)

 หลังจากที่เราได้อธิบายถึงการลงทุนสองรูปแบบ คือ VI (Value Investment) กับ Technical Investment วันนี้เราจะมาพูดถึงในส่วนของ VI กันก่อน โดย สิ่งที่สำคัญสำหรับนักลงทุน VI ก็คือการคัดเลือกหุ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการลงทุนโดย VI จะต้องทำการบ้านศึกษาธุรกิจต่างๆ ในเบื้องต้น โดยต้องจะต้องทราบว่า
      1. บริษัทที่คุณลงทุนทำกิจการอะไร ทำเกี่ยวกับอะไร ใครเป็นลูกค้า พูดง่ายๆ คือดูในตัวธุรกิจนั่นเอง
      2. สถานการณ์ข่าวสาร เศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร มีผลกระทบต่อธุรกิจที่คุณลงทุนอยู่หรือไม่
      3. ราคาที่ควรซื้อควรซื้อที่ราคาเท่าไหร่ ราคาปัจจุบันตอนนี้แพงไปหรือถูกไปหรือเปล่า 
 หลักๆนั้นมีอยู่  3 ข้อ แต่เราจะมาพูดถึง การคัดเลือกหุ้นของกลุ่ม VI กันว่าจากหุ้นบริษัทหลายร้อยบริษัทจะสามารถคัดเหลืออยู่ ไม่กี่ปริษัทได้อย่างไร
     เริ่มต้นเลย สิ่งสำคัญในการลงทุนแบบ VI คือ ลงทุนในสิ่งที่เรารู้ และเราถนัดที่สุด การลงทุนในสิ่งที่เราไม่มีความรู้ ไม่ถนัดอาจจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ที่ผิดพลาดจนประสบเกิดความล้มเหลวในที่สุด
    ขั้นแรก บางท่านอาจจะสับสนหรือไม่รู้ว่าจะเริ่มลงทุนบริษัทไหนดี เราแนะนำอยู่สามวิธี
       1.ดูบริษัทที่เรารู้จัก ใช้บริการบ่อยๆ บริษัทที่ชื่อเสียง 
      2. ดูบริษัทในอุตสาหกรรมที่เราสนใจหรือมีความรู้ในอุตสาหกรรมนั้นๆ ในระดับหนึ่ง (แต่ถ้าไม่มีความรู้เลย ก็ดูอุตสาหกรรมที่เราชอบ จากนั้นก็ลงลึกศึกษาอุตสาหกรรมนั้นๆ)
     3.อุตสาหกรรมที่เราคิดว่าจะมีอนาคต หรือน่าสนใจในอนาคต
      ในแต่ละอุตสาหกรรมก็จะมีรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงมีรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกัน
การคัดเลือกหุ้นแบบง่ายๆ สามารถดูได้จากเว็บ http://siamchart.com/stock/ 
เมื่อเปิดเว็บแล้วหน้าตาก็จะเป็นประมาณนี้ครับ
   

 จากนั้นเราก็เลือกอุตสาหกรรมที่เราถนัดซัก 1 อุตสาหกรรม หรือที่เราสนใจ ในที่นี้ ขอสมมุติเลือกอุตสาหกรรม ธนาคารละกัน (จริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นอุตสาหกรรมธนาคารก็ได้อันนี้แค่ยกตัวอย่างเฉยๆ)
เราก็ไปที่ เลือกกลุ่มของหุ้น แล้วคลิกไปที่ธนาคารก็จะได้หน้าตาประมาณนี้

ในนี้เราก็จะเห็นชื่อบริษัทต่างๆ และค่าต่างๆเบื้องต้น ตรงคำว่า average คือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีตัวเลขต่างๆมาครบเสร็จสรรพ แต่เดี๋ยวก่อน แล้วเจ้าพวกตัวอักษรข้างบนมันคืออะไรเนี่ย !!!! ไม่ต้องกังวลครับ เราจะมาบอกกันว่ามีอะไรบ้าง (สำหรับตัวที่จำเป็นนะ)
1.VALUE ตัวนี้คือมุลค่าหุ้น ยิ่งเยอะแสดงว่าบริษัทมีขนาดใหญ่มากเท่านั้น ข้อดีคือ บริษัทมักมีความมั่นคงสูง แต่ข้อเสียคือ ราคาซื้อค่อนข้างสูง อาจได้ปริมาณหุ้นน้อย หรือซื้อได้ในวงจำกัด
2.P/E ค่าที่คนส่วนใหญ่รู้จักและใช้มากที่สุด ค่าราคาหุ้นเทียบกับกำไรต่อหุ้น เช่นถ้าราคาหุ้น 100 บาท และกำไรต่อหุ้น 10 บาท จะได้ค่า P/E เท่ากับ 10 ค่านี้ยิ่งน้อยยิ่งดี แสดงว่าเราสามารถหุ้นตัวนี้ได้ในราคาถูก
3.P/BV คือค่าราคาเทียบกับมูลค่าตามบัญชี คือ ราคาหุ้นต่อจำนวนผู้ถือหุ้น ค่านี้ยิ่งน้อยยิ่งดี เช่นเดียวกันกับ P/E เพราะ เราสามารถซื้อหุ้นตัวนี้ในราคาที่ถูก
4. ROA  คือค่าผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ คือการเอาสินทรัพย์ไปสร้างเป็นกำไรได้มากหรือน้อยแค่ไหน ค่านี้ยิ่งมากยิ่งดี
5. ROE คือ ค่ากำไรที่ปราศจากภาระ คือกำไรที่ได้โดยหักค่าต่างๆหมดแล้ว กำไรที่ได้จริงๆ ค่านี้ยิ่งมากยิ่งดีเช่นกัน
 แล้วที่กล่าวมาบ่งบอกอะไรหล่ะ??? 
ที่กล่าวมาคือค่าที่เอาไว้สำหรับดูเบื้องต้นคร่าวๆ ว่าบริษัทนี้น่าซื้อหรือไม่ แต่มีอีกวิธีลัดอีกวิธีหนึ่งที่สามารถตัดได้แบบง่ายๆ คือ บริษัทไหนมีผลการดำเนินงานขาดทุนให้ตัดทิ้งทันที ไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ตาม เพราะว่า บริษัทนี้อาจจะมีความเสี่ยงในระยะยาว ในบางกรณี เช่นในกรณีที่เราต้องการเงินปันผล ก็จะไม่ได้เงินปันผล 
  แต่ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ ก็คือ แต่ละบริษัทมีค่านี้ดีกว่า แต่อีกบริษัทมีอีกค่าที่ดีกว่า แล้วเราจะเลือกบริษัทไหนดี?? 
   คำตอบคือแล้วแต่บุคคลครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ นักลงทุน VI แต่ละราย บางคน เอา ค่า P/E เป็นเกณฑ์ เนื่องจากต้องการหุ้นที่ซื้อได้ในราคาถูก บางดู ROE กับ ROA เป็นหลักเพราะต้องการดูความสามารถในการทำกำไรเป็นหลัก สุดท้ายแล้ว โดยรวมส่วนใหญ่หุ้นกลุ่มธนาคาร สามารถซื้อได้ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าชอบธนาคารไหนมากกว่ากัน 
  วันนี้ได้บอกเบื้องต้นไว้เท่านี้ก่อนอาจจะได้รายละเอียดไม่มากนัก เราจะพูดรายละเอียดมากกว่านี้ในครั้งหน้าครับ

วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

5.แนวทางการลงทุน (คุณเป็นคนแบบไหน)

5.แนวทางการลงทุน (คุณเป็นคนแบบไหน)

 การลงทุนหุ้นมีทั้งศาสตร์และศิลป์ คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เกิดจากการศึกษาอย่างถ่องแท้ วางแผนอย่างรอบคอบ และทำตามแผนอย่างเคร่งครัด การลงทุนที่ดี สามารถคาดคะเนได้อย่างล่วงหน้า ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด ที่สำคัญกว่านั้น พวกเขามีแผนสำรองหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น แต่คนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการลงทุนหุ้นนั้น มีหลากหลายวิธี แต่ที่รุ้จักกันและใช้กันอย่างกว้างขวาง มีอยู่ 2 แบบ คือ VI (Value Investment หรือการลงทุนสายเน้นคุณค่า) และ Technical (Technical Investment หรือ การลงทุนสายเทคนิค) สิ่งสำคัญไม่ใช่รูปแบบไหนดีกว่ากัน แต่เป็นรูปแบบไหนที่เหมาะกับเราที่สุดต่างหาก
   อย่างทีกล่าวไว้ตั้งแต่ต้น รูปแบบการเล่นหุ้นมีลักษณะที่แตกต่างกัน ตามแต่ละสาย คนส่วนใหญ่เมื่อเข้ามาในตลาดหุ้น ครั้งแรกมันจะมีความสับสนอยู่ไม่ใช่น้อยว่า จะเล่นแบบไหนดี บางคนลองผิดลองถูกได้บ้างเสียบ้างแล้วแต่ดวง ในบทความนี้เราจะมาอธิบายกันว่า รูปแบบทั้ง 2 อย่างแบบไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด
           รูปแบบ 2 แบบที่ใช้มากที่สุด 
  1.สาย VI  (Value Investment) หรือภาษาไทยเรียกว่าการลงทุนเน้นคุณค่า เป็นการวิเคราะห์หุ้น เน้นมูลค่า โดยดูจากตัวธุรกิจ สถานะทางการเงินของบริษัท เป็นหลัก โดยการลงทุนแบบนี้ จะต้องดูพื้นฐานวิเคราะห์งบการเงินเป็นสำคัญ ดู งบดุล กำไรขาดทุน และ กระแสเงินสด และอ่านข้อมูลข่าวสาร เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มบริษัทในอนาคต การเติบโตต่างๆ ว่าจะไปในทิศทางไหน เปรียบเสมือนตัวเราเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นๆ สาย VI จะชอบซื้อหุ้นที่ราคาถูก ยิ่งในสถานการณ์ที่ตลาดติดลบหรือเลวร้าย สาย VI ชื่นชอบที่สุดเพราะพวกเค้าจะสามารถซื้อหุ้นในราคาถูก ซื้อแล้วก็ให้เวลาในการทำกำไรซึ่งใช้เวลานานหรือตัวธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง ราคาสูงเกินจริงแล้วถึงจะขาย นิยามของสาย VI คือ ซื้อถูกขายแพง ราคาจะกลับมายังมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเสมอ ถ้าสูงเกินมูลค่าจะไม่ซื้อ ถ้าต่ำกว่ามูลค่าก็จะซื้อ 
    แล้ว VI จะต้องที่ซื้อหุ้นพื้นฐานดีๆ แล้วจำเป็นต้องถือไปตลอดชีวิตไม่ยอมขายด้วยหรือไม่ ถึงจะเรียกว่า VI
     คำตอบคือ ไม่จำเป็น พวก VI ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นตัวนั้นไปตลอดชีวิต หากราคาเปลี่ยนแปลง หรือตัวธุรกิจเปลี่ยน ก็จะขายทันที หากพบแนวโน้มว่าเปลี่ยนไปจากเดิม
  VI ที่เก่งๆมักจะสามารถคาดคะเนอนาคตล่วงหน้าได้ว่า ธุรกิจนี้จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต บ้าง ที่สำคัญ สามารถบอกได้ว่าราคานี้แพงไป หรือถูก ควรซื้อราคาเท่าไหร่ VI มักจะไม่สนใจข่าวสารหุ้นรายตัวรายวัน หรือข่าวหุ้นประจำวันมากนัก ส่วนใหญ่มักจะดูข่าวเศรษฐกิจ ดูงบการเงิน มาวิเคราะห์เอา น่าแปลกที่หลักการวิเคราะห์ ไม่ค่อยซับซ้อนเท่ากลุ่ม Technic หลีกเลี่ยงความยุ่งยาก ทำให้ง่ายที่สุด ธรรมดาที่สุด เพราะพวกเขาคิดว่า การวิเคราะห์ที่ซับซ้อน ยุ่งยากของพวก Technical ไม่ช่วยอะไรมากนัก แถมปวดหัวอีกต่างหาก นักลงทุน VI จึงมักจะไม่ค่อยติดต่อกับ Marketing โบรกเกอร์ ซักเท่าไหร่ เพราะอาจจะเกิดการหักเหและบิดเบือนจนเกินจริงสุ้เอาเวลามาวิเคราะหฺ์เองยังจะดีซะกว่า พวก VI เรามักจะเรียบคนกลุ่มนี้ว่า นักลงทุน
    2.สาย Technical (Technical Investment) หรือภาษาไทยเรียกว่าการลงทุนสายเทคนิค สายนี้เป็นการวิเคราะห์หุ้น โดยเน้นราคา กราฟแท่งเทียน ตัวเลข สัญญาณซื้อขาย เป็นหลัก การลงทุนแบบนี้ เมื่อสนใจลงทุน สิ่งแรกคือ การเปิดกราฟ ดูหุ้นที่น่าสนใจ ตัวไหนที่ทำราคาได้ดี ตัวไหน ทำสัญญาณซื้อ กราฟหุ้นตัวไหนขาขึ้นขาลง การลงทุนจึงมักจะอยู่หน้าคอมเป็นหลักซะส่วนใหญ่ 
             หน้าตาของกราฟเทคนิคก็ประมาณแบบนี้

       
  โดยหลักการคือ การซื้อหุ้นที่กราฟมีแนวโน้มว่าจะขึ้น (Uptrend) ขายเมื่อกราฟมีแนวโน้มในทิศทางลง (Downtrend) ถือเงินสดเมื่อกราฟไม่มีสัญญาณซื้อขาย (Sideway)
   ผู้ที่เล่นสาย Technical ที่เก่งๆ มักจะมีการวางแผนอย่างรอบคอบ ควรซื้อที่ราคาตามสัญญาณซื้อ โดยใช้ทั้งแนวโน้มกราฟ และ เครื่องมือช่วยดูสัญญาณ (Indicator) หลังจากซื้อแล้ว ก็จะดูว่าแนวโน้มเป็นไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่
 ถ้า ใช่ ราคาจะสูงขึ้น ก็ปล่อยในราคาขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจนเจอสัญญาณขายแล้วค่อยขาย
 ถ้าไม่ ราคากลับตกลง ก็จะขายทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดทุนมากกว่านี้ (Cut loss) 
 สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ช่วยให้ประสบคามสำเร็จในสาย Technical คือ การรักษาเงินต้น และขาดทุนในน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
   คำถามคือ สาย Technical จำเป็นต้องดูกราฟตลอดเวลาหรือไม่ 
 คำตอบคือ ก็ไม่จำเป็นอีกนั่นแหละ การเล่น Technical ไม่จำเป็นจะต้องดูกราฟตลอดเวลาทั้งวันขนาดนั้น เราไม่ใช่ โบรกเกอร์ หรือ มาร์  การดูกราฟตลอดทั้งวันอาจจะทำให้เกิดการวิตกกังวลเกิดความกลัว ทำให้อารมณ์อยู่เหนือการความคุม ทำให้ความสามารถในการกำไรลดลง
   แล้ว สาย Technical จำเป็นต้องลงทุนระยะสั้นเพียงอย่างเดียวหรือไม่
 คำตอบคือ ไม่จำเป็น (อีกแล้วเหรอ) Technical กราฟมีรูปแบบต่างๆทั้ง กราฟระยะสั้น และ กราฟระยะยาว โดย กราฟระยะยาวก็สามารถลงทุนในระยะยาวได้ ตามแต่ราคาจะไปสู่ยังจุดสัญญาณขาย ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน 
  สาย Technical ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสนใจข่าวสารหุ้น งบการเงิน ธุรกิจซักเท่าไหร่ พวกเขามองที่ราคาเป็นสำคัญ หุ้นตัวนี้ราคาเท่าไหร่ ตัวนี้ควรซื้อหรือไม่ ตัวนี้ควรขายหรือเปล่า 
 นักTechnical แบบทั่วๆไปมักดูจากกราฟตัวเลขและสถิติต่างๆเบื้องต้น แนวโน้มขาขึ้นและขาลง เหมาะสำหรับผู้เริ่มเล่นมือใหม่
 ส่วนนักวิเคราะห์แบบละเอียด ก็จะมีเหมือนกับสายTechnicalทั่วไปแต่จะเพิ่มการวิเคราะห์ที่ใช้หลักทางคณิตศาสตร์ ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลสถิติ ทฤษฎีที่ซับซ้อน  รวมผสมอยู่ด้วย ซึ่งสำหรับนักเล่นหุ้นทั่วไปไม่ต้องกังวลหรอกครับ พวกนี้ไว้สำหรับระดับ ผู้จัคการกองทุน หัวหน้ากลุ่ม Private การลงทุนส่วนบุคคล ซึ่งเราคงไม่ต้องถึงไปในระดับขนาดนั้นหรอกนะ
     นักวิคราะห์สาย Technical ส่วนใหญ่มักจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า นักเก็งกำไร
   แล้วแบบไหนดีกว่ากันหล่ะ
 คำถามโลกแตกที่คนมักจะถามกัน ซึ่งคำตอบคือ ไม่มีอะไรที่ดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าจะถนัดแบบไหนมากกว่ากัน ธรรมชาติของคนเรา มีความชอบ ความถนัดที่ไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับเรื่องเล่าสุด Classic เกี่ยวกับเรื่องนี้ 
   ปลากับนกอาศัยอยู่ด้วยกันวันหนึ่งเกิดทะเลาะกันว่าใครเก่งกว่ากัน
   ปลาบอกว่า ฉันเก่งกว่า  แกลองมาแข่งว่ายน้ำกับฉันมั้ยหล่ะ??
   นกบอกว่า แกสิอ่อน ฉันเก่งกว่าแกตั้งเยอะ   แกลองบินแข่งกับฉันมั้ยหล่ะ??
  ก็เพราะแต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญก็คือ ฝึกในสไตล์ที่ตัวเองชอบให้เก่งๆ พอถึงอย่างไรก็ตามตามคำกล่าวของท่านประธานเหมาเจ๋อตุงและเติ้งเสี่ยวผิง

แมวถึงแม้ว่ามันจะเป็นสีอะไรก็ตาม ไม่ว่ามันจะเป็นสีขาวหรือสีดำ ถ้าม้นจับหนูได้เป็นพอ แค่นี้ก็ถือว่ามันเป็นแมวที่ดีแล้ว
  แล้วถ้าผสมรูปแบบกันได้หรือไม่
 แน่นอน คำตอบคือได้อยู่แล้ว และช่วงนี้คนเริ่มนิยมมากขึ้นด้วย โดยรูปแบบผสมจะดู ทั้งปัจจัยพื้นฐานในการวิเคราะห์ธุรกิจและแนวโน้ม และดูปัจจัยเทคนิคในการหาจุดซื้อที่เหมาะสม โดยนำข้อดีของทั้งสองแบบมาผสมกัน ซึ่งช่วยให้การลงทุนมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น

  แต่อย่างไรก็ตาม  การลงทุนทางด้านความรู้ การวางแผน และวินัยในการลงทุน คือสิ่งสำคัญที่่ช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จได้ดีที่สุดอยู่ดี
    

วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560

4.โปรแกรมเบื้องต้น (ลักษณะโปรแกรมที่ใช้เล่นหุ้น)

โปรแกรมเบื้องต้นสำหรับการเล่นหุ้น


  จากครั้งที่แล้วที่ได้บอกถึงการเปิดบัญชีหุ้นซึ่งเราได้ทราบถึงการเปิดบัญชีในบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ครั้งนี้เราจะมาพูดกันถึงโปรแกรมที่ใช้ในการซื้อขายหุ้นล่วงหน้า ซึ่งโปรแกรมยอดฮิตที่ใช้กันมีสองเจ้า (หรืออาจจะมีมากกว่านั้น) ก็คือ Streaming pro นั่นเอง
    โดยโปรแกรม Streming pro เป็นโปรแกรมที่อาจเรียกว่าเป็นโปรแกรมที่ฮิตที่สุดเลยก็ว่าได้เพราะ หลักทรัพย์ทุกเจ้ามักจะมีโปรแกรมนี้รองรับอยู่เสมอ ไม่ว่าคุณจะเปิดหลักทรัพย์ไหน ก็มักจะเจอโปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมหลักๆ ในการซื้อขายหุ้น แน่นอนว่าถ้าคนที่เล่นหุ้นเป็นแล้ว หรือสนใจเกี่ยวกับหุ้น ก็จะทราบว่า โปรแกรมนี้มีวิธีใช้งานอย่างไร บทความนี้จึงเหมาะกับคนที่ไม่รู้เกี่ยวกับโปรแกรมนี้โดยจะบอกในระดับเบื้องต้น เอาไว้ให้รู้เบื้องต้นก็พอแล้ว
    โดยโปรแกรม Streaming pro หลังจาก Log In แล้วหน้าตาจะเป็นประมาณนี้

  ปล. ต้องขอขอบคุณรูปจาก Youtube ด้วย แต่ด้วยโปรแกรมมีการ Update ใหม่ตลอดอาจจะมีบางส่วนที่เปลี่ยนแปลง แต่รูปแบบจะยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปมาก
 โดยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรมที่ควรรู้ก็จะมี
  1.  Market ซึ่งก็คือ ตลาด โดยจะบอกถึงสถานการณ์ตลาดปัจจุบันว่าวันนี้ขึ้นลงเท่าไหร่รายละเอียดหุ้นที่ผู้เล่นหุ้นสนใจและบันทึกไว้ซึ่งข้างบนจะเห็นคำว่าSetซึ่งก็คือดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 
 1.1.High คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ทำได้สูงสุด 
 1.2.Low คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ทำได้ต่ำสุด 
 1.3.Value คือ จำนวนปริมาณการซื้อขาย ซึ่ง คิดจาก ปริมาณหุ้น รวมกับราคาหุ้น ยิ่งมีมากยิ่งส่งผลกระทบต่อตลาดมาก ในส่วนตัวเลขที่อยู่ข้างล่าง Value มีสีเขียว สีแดง และสีเหลือง พร้อมตัวเลขอันนี้แสดงถึง จำนวนบริษัทที่มีการเปลี่ยนแแปลงราคาหุ้น สีเขียวคือจำนวนบริษัทที่ราคาปรับขึ้น สีแดงคือจำนวนบริษัทที่ปรับราคาลง และสีเหลืองคือจำนวนบริษัทที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลง  เช่นจากรูปมีตัวเลขสีเขียว 203 แสดงว่ามีบริษัทที่วันนี้ราคาขึ้นอยู่จำนวน 203 บริษัท เป็นต้น        
  ด้านขวามือถ้าตอนตลาดเปิดทำการตัวเลขจะวิ่งกันไวมาก อันนั้นคือคำสั่งการซื้อขายหุ้นประจำวัน โดยเราเรียกว่า Order ซึ่งจะเคลื่อนไหวตลอดในแตาละวันซึ่งมีการซื้อขายหุ้นอยู่ตลอดเวลา     
 ในส่วนของหุ้นเมื่อคลิกเข้าไปยัง หุ้นที่สนใจก็จะมีรายละเอียดคือ  ชื่อหุ้น vol/value high/low Ceil/floor 
    โดย Vol คือ ปริมาณหุ้น 
    Value คือ ปริมาณหุ้นคูณกับราคา 
    High/Low คือราคาสูงสุดและต่ำสุดของหุ้นในวันนี้ 
  ส่วน Ceil/floor คือ ราคาสูงสุดและต่ำสุดของหลักทรัพย์ที่ ตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ราคามีความผันผวนจนเกินไป และลดความเสี่ยงต่อนักลงทุนได้ส่วนหนึ่ง ตามหลักจะกำหนด บวกลบ30 % จากราคาปิดครั้งก่อนหรือก็คือวันก่อนหน้านั่นเอง
   ข้างล่างก็จะมีในส่วน Bid กับ Offer  
    Bid คือ ราคาสูงสุดที่คนต้องการซื้อ ส่วน 
    Offer คือ ราคาต่ำสุดที่คนต้องการขาย 
โดยถ้ากดคำสั่งซื้อแล้วตรง กับที่คนต้องการขายก็จะเกิดการ Match นั่นแสดงว่ามีการซื้อขายซื้อเรียบร้อยแล้ว ข้างล่าง จะมี Line กับ Cash โดยแสดงถึงจำนวนเงินที่เราสามารถ ซื้อขายได้  
   2.Portfolio คือ พอร์ตฟอริโอ เอ้ย คือ จำนวนหุ้นที่เรามีพร้อมทั้งราคาเฉลี่ยซื้อหุ้น โดยจะแสดงถึงกำไรขาดทุนของผู้ถือได้อีกด้วย
  3.News คือข้อมูลข่าวสารในแต่ละวัน โดยแต่ละบริษัทหลักทรัพย์จะมีข้อมูลให้แก่ผู้เล่นหุ้นที่แตกต่างกัน
   4.Technical (ในนี้ไม่มีแต่ ปัจจุบัน Update แล้วอยู่ข้างบนใกล้ News) เป็นการแสดง กราฟ สำหรับผู้เล่น Technical                                                                                                                                        จริงๆมีส่วนประกอบอีกมาก แต่ที่กล่าวมาเบื้องต้นในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่มักจะดูแต่ 4 อย่างหลักๆ ก็สามารถเล่นหุ้นได้แล้ว                                                                                                                                                                                                            
  และก็มีอีกโปรแกรมที่ใช้ในการวิเคราะห์หุ้นซึ่งก็คือ โปรแกรม Aspen ว่าแต่แล้วเจ้าโปรแกรม Aspen หล่ะ ???หน้าตาโปรแกรมก็จะเป็นประมาณนี้ 



 โดยรวมจะไม่ต่างจาก Steaming pro แต่มีความหลากหลายมากขึ้นโดยมีหน้าต่างแยกออกมาเลย สามารถ เปิดดูขยายต่างๆได้เต็มที่ โดยถ้าเปิดมาจะมี 4 หน้าจอ มีดังนี้
  1. Market overview แสดงดัชนีตลาด ดัชนีสูงสุดต่ำสุดในแต่ละวัน ปรืมาณการซื้อขาย พร้อมกับอุตสาหกรรมหุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกอีกด้วย
  2. Chart คือกราฟแสดงกราฟหุ้น Technical สำหรับ ผู้เล่นหุ้นสายเทคนิค ซึ่งรายละเอียด จะบอกในครั้งต่อไป
  3. News แสดงถึงข่าวคราวล่าสุดประจำวัน เพื่อสามารถนำมาวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจล่วงหน้าอีกด้วย
  4. Quote แสดงปริมาณซื้อขายหุ้นของแต่ละตัวโดยแสดงถึงการซื้อขายมากที่สุด 5 อันดับแรก นอกจากนี้เราสามารถใช้ตารางนี้ในการวิเคราะห์หุ้นที่น่าสนใจได้อีกด้วย         
 โดยโปรแกรมในการเล่นหุ้นในปัจจุบันนั้นถือว่าสะดวกกว่าแต่ก่อน ดังนั้น ถ้ามีการใช้บ่อยๆ ก็จะทำให้ชำนาญและใช้ได้รวดเร็วมากขึ้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนในครั้งหน้าเราจะมาพูดถึงรูปแบบการเล่นหุ้นที่คนส่วนใหญ่ชอบใช้ โปรดติดตาม